2006/Sep/21

เหอๆ ในที่สุดไหดองเค็มก็แตกบรึ้ม!!
ฟิคแปลที่เค็มที่สุดออกสู่สายตาประชาชีแล้วคร้าบ *0*

เค็มจริงๆ กี่เดือนแล้วเนี่ย....

เอาเป็นว่า ใครจะรำลึกความหลัง
หรือยังไม่เคยอ่านฟิคเรื่องนี้ก็ตามไปดูลิ้งค์พวกนี้ก่อนนะคร้าบ

ฟิคนี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วนตามฉบับภาษาอังกฤษ

(1) The Remnant Sun at Daybreak สุริยันทอแสงเศร้ารุ่งอุษา
(2) The Solitary Moon Arching over the Sky จันทราเสี้ยวเปลี่ยวว้างกลางนภา
(3) Final Chapter บทสุดท้ายของ The Solitary Moon

 

*ท่านสามารถอ่านภาคภาษาอังกฤษได้ที่ Shoujo-ai forum

ขอความร่วมมือ กรุณาอย่านำแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปเผยแพร่ที่อื่นก่อนได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้แปลและเจ้าของต้นฉบับ m(_ _)m

 


 

The Fantasy of the Last Life 2

~The Solitary Moon Arching over the Sky~
จันทราเสี้ยวเปลี่ยวว้างกลางนภา

Author: Faith
English Translator: Lethe
Thai Translator: Est

 

 

บทสุดท้าย

 

ความเงียบเข้าปกคลุมทุกสิ่ง ซ้ำเมื่อรวมกับผืนดินแห้งแล้งว่างเปล่า ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าชวนเศร้าสลดใจ


ดาบคาตานะที่ถูกกุมอยู่ในมือสั่นเทา สะท้อนฉายใบหน้าซีดไร้สีโลหิตอันแสนสิ้นหวังของผู้ถือเหนือคมดาบสีเงิน


บนดวงจันทร์...เบื้องหน้าศาลเจ้าที่ถูกทิ้งร้างนั้น เหลือเพียงแค่เธอกับมิโกะสุริยันที่ยังคงยืนอยู่


แม้สงครามตัดสินชะตาจะได้จบลงแล้ว แต่เสียงทรมานโหยหวนของผู้คนยังก้องอยู่ในหัวไม่จางหาย


เธอทรุดเข่าลงอย่างเหน็ดเหนื่อยลงกับผืนดิน ทั้งกายคงลงไปนอนทอดอยู่บนพื้นหากไม่ได้ยันร่างไว้ด้วยดาบน่าชิงชังเล่มที่อยู่ในมือ


อ้อมแขนที่คุ้นเคยโอบเธอเข้าวงกอดมอบไออุ่น


"....ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" มิโกะสุริยันถามเบาๆ ด้วยเสียงอันอ่อนโยน ขณะใช้มือลูบศีรษะปลอบประโลมเจ้าของเรือนผมดำยาวที่ตนกอดไว้


ฝ่ายถูกกอดพยักหน้าตอบอย่างไร้เสียง มือขวายังเกาะกุมดาบไม่ปล่อย ราวกับว่ามันได้เชื่อมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและไม่สามารถแยกออกได้


มือซ้ายที่ว่างอยู่กอดรั้งมิโกะสุริยันไว้แน่น เฉกเช่นเดียวกับดาบ ด้วยร่างเล็กนี้เปรียบดั่งเป็นอีกครึ่งชีวิตของตน มิโกะจันทราจึงยึดรั้งหญิงสาวผมสีชาไว้ไม่ยอมปล่อย


"มันจบแล้ว....ไม่ว่าจะโอโรจิ....หรือทุกๆ คน...." หยาดน้ำตาไหลรินจากนัยน์ตาสีน้ำเงินพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้

"ถ้าข้าพยายามมากกว่านี้...ถ้าข้าแข็งแกร่งกว่านี้...บางที ข้าอาจจะช่วยพวกเขาไว้ได้..."


เสียงท่านสุริยันถอนหายใจลงที่ข้างหู ผมสีชาที่อ่อนนุ่มและมีกลิ่นที่แสนดีดั่งตัวเจ้าของไล้คลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้มเธอ ช่วยปลอบบรรเทาความทุกข์เศร้านี้ให้เบาบางลง


"จูอิกิที่แสนอ่อนโยน...." ท่านสุริยันแนบริมฝีปากและปลายจมูกลงบนแก้มคนในอ้อมกอดตนอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงหวานแสดงความรักใคร่และอาลัยอย่างแจ่มชัด "ข้าเข้าใจดีว่าท่านอยากปกป้องทุกคน...."


ฝ่ายถูกกอดหลับตาลงเพื่อซึมซับความอบอุ่น ความเข้าอกเข้าใจและการปลอบประโลมที่อีกฝ่ายมอบให้


"ท่านคิดว่าตนเองยังพยายามไม่มากพออีกหรือ?" มิโกะสุริยันถามขึ้นด้วยเสียงเรียบสงบ

มิโกะจันทราพยักหน้า ในใจเฝ้าแต่คิดโทษตนเอง


"ท่านคิดว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นไม่สมควรจะถูกคร่าไปเช่นนี้สินะ" ท่านสุริยันยังกระชับคนในอ้อมกอดไว้ขณะถามปลอบอย่างอ่อนโยน

ฝ่ายถูกถามพยักหน้าแรงขึ้นอีก


"ท่านอยากจะ......" มือที่กำลังลูบประโลมเรือนผมสีราตรีของเธอชะงักหยุด ซ้ำน้ำเสียงของเจ้าของมือก็ยังเปลี่ยนไปจนรู้สึกได้ชัด "....ทำทุกสิ่งให้กลับคืนในแบบที่มันเคยเป็น คืนชีวิตให้กับทุกชีวิต และปรารถนาจะให้ทุกคนได้อยู่อย่างมีความสุขหรือไม่"


แม้จะติดใจสงสัยว่าเหตุใดเสียงของท่านสุริยันจึงฟังดูแหบแห้งนัก เธอก็ยังตอบอย่างไม่ลังเล "ข้าต้องการเช่นนั้น"


".....อย่างนั้นหรือ........" มิโกะสุริยันกล่าวเบาๆ รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปาก


ดวงตาสีม่วงงดงามสะท้อนให้เห็นแต่เพียงภาพของเธอ เป็นดวงตาที่ทอประกายงามน่าหลงไหลจนอดไม่ได้ที่จะมองกลับไปดั่งต้องมนตรา

 


หน้ากากสลักรูปร่างแปลกตาปรากฏอยู่ในมือของมิโกะสุริยันโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามาตั้งแต่เมื่อไร "จูอิกิ จำสิ่งที่ข้าบอกกับท่านเมื่อคืนได้หรือไม่?" น้ำเสียงหวานล้ำขับขานขึ้น รอยยิ้มและแววตาฉายบอกถึงความเสน่หาที่มีต่อคนตรงหน้าอย่างล้ำลึก


หากนัยน์ตาสีน้ำเงินกลับฉายแววตระหนกขณะจ้องมองใบหน้าระบายยิ้มนั้น


"ข้าพูดว่า นับแต่หลังวันนี้ไป ทั้งหมดของข้าจะเป็นของท่าน" มิโกะแห่งดวงตะวันกล่าวต่อขณะใช้สองมือประคองหน้ากากส่งให้อีกฝ่าย "นี่มิใช่เพียงแค่สัญญา หากแต่เป็นสิ่งที่ข้าเฝ้าคอยเช่นกัน"


"ที่ท่านพูดหมายความว่าอะไรกัน?" มิโกะจันทรารู้ได้ว่ามีบางอย่างจะเกิดขึ้น... อะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง.... อะไรบางอย่างที่น่าหวาดหวั่น... ความรู้สึกที่จับได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเธอเย็นเยียบหนาหนัก "ข้าไม่เข้าใจว่าท่านต้องการจะบอกอะไรกันแน่!?"


ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะเข้าใจเช่นกัน
รอยยิ้มจากมิโกะสุริยันที่อาจตีความได้เช่นนั้นแทบจะทำให้เธอหลั่งน้ำตาร่ำไห้



มิโกะสุริยันถอนใจเบาๆ ขณะอธิบายช้าๆ อย่างอดทน ดั่งครูที่เฝ้าอธิบายเรื่องราวให้เด็กห้าขวบฟัง "เหตุที่ไม่มีบันทึกใดกล่าวถึงเรื่องราวหลังกำจัดโอโรจิลงนั้น ก็เพราะเหล่านักบวชไม่อยากให้ผู้คนรับรู้ถึงความโหดร้ายในการสังเวยชีวิตมิโกะเพื่อปกป้องโลกนี้ไว้เป็นเช่นไร...."



ทันทีที่เอื้อมมือไปสัมผัสร่างของหญิงสาวนัยน์ตาใสสีทะเลสาปตรงหน้า มิโกะสุริยันก็รู้สึกได้ถึงความร้อนแผดเผาผ่านเข้าจากปลายนิ้ว ไหลลึกเข้าไปทั้งร่างจวบจนวิญญาณ ...วิญญาณของเธอ....ดวงที่เฝ้าเพรียกหาความอบอุ่นอ่อนโยนและร่ำร้องขออิสรภาพมาชั่วนิรันดร์


"พวกเราคือมิโกะแห่งดาบ เมื่อเราสร้างบาดแผลด้วยดาบ ย่อมจักต้องเจ็บปวดด้วยดาบ ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยไม่ต้องแลกกับอะไร..... ซึ่งข้ายอมรับและเตรียมพร้อมสำหรับเงื่อนไขนี้แล้ว ส่วนท่าน..." มือเล็กกุมกระชับช่วยยกมือที่ถือดาบสีม่วงเข้มขึ้น "ในฐานะมิโกะแห่งจันทราผู้มีภูมิธรรมอันสูง ย่อมเลือกที่จะสละบางสิ่งเพื่อปกป้องโลกนี้ไว้ใช่ไหม"

 


บางสิ่งอันเป็นทุกสิ่ง

 

บัดนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านสุริยันจึงเฝ้าถามย้ำถึงความตั้งใจของเธอ ที่ว่าแม้จะต้องสละสิ่งใดก็จะปกป้องโลกนี้ไว้...


"....นี่เป็นชะตากรรมของมิโกะผู้เกิดในเดือนสิบ ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ท่านต้องทำ..." มือเล็กกุมย้ำแน่นจนเล็บกดลงบนหลังมือขาวนวล "ใช้ชีวิตข้าเพื่อแลกคืนสรรพสิ่งให้แก่โลก"


"ไม่!" มิโกะชุดม่วงเหวี่ยงสะบัดมือเล็กออกจากมือตน "เรื่องแบบนั้น----ข้าจะทำได้อย่างไร!? จะให้ข้าทำได้ยังไง!!" สองมือของเธอสั่นคลั่ง แต่กระนั้นก็ยังเกาะกุมด้ามดาบไว้แน่นไม่อาจปล่อย สร้างความรู้สึกน่าคลื่นไส้จนเธออยากจะอาเจียน


"ท่านต้องทำ ท่านเกิดมาเพื่อสิ่งนี้"


"ข้าเกิดมาเพื่อช่วยท่าน!"


"ช่วยข้าคืนชีวิตให้โลกใบนี้"


"ไม่!" มิโกะจันทราตะโกนสุดเสียง "ไม่ใช่เพื่อสิ่งนี้! ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อทำแบบนี้!! ข...ข้า" หยาดน้ำตาหลั่งเป็นทางเปรอะแต้มเต็มใบหน้า หากแต่เธอไม่ได้ใส่ใจสังเกตมันอีกต่อไป

"ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่าท่าน.!!"


มิโกะแห่งดวงตะวันยันตัวลุกขึ้นขณะก้มหน้าจับจ้องหน้ากากในมือ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองสบกับดวงตารวดร้าวสีน้ำเงิน สายตาที่มองกลับไปนั้นทั้งขึงขังและจริงจัง "พวกเราลำบากฝ่าฟันทุกอย่างมาจนถึงขั้นนี้ สละและสูญเสียทุกสิ่งเพื่อให้มาถึงตรงจุดนี้ ท่านอยากจะให้ทั้งหมดนั่นสูญเปล่างั้นหรือ?"


อาการโกรธขึ้งและผิดหวังปรากฏขึ้นผ่านทางนัยน์ตาสีม่วงบนใบหน้าแน่วแน่และเย็นชานั้น


มิโกะจันทรากัดริมฝีปากแน่นเสียจนปลายลิ้นรับได้ถึงรสเลือดที่ไหลซึมจากปากแผล "เช่นนั้นก็เอาชีวิตของข้าไป...." สิ้นคำก็สะบัดใบดาบจากฝักสีม่วงขึ้นจ่อเข้าที่คอตน


สตรีในชุดมิโกะแดงขยับแล้วชะงักในทันที ประหนึ่งว่าเธอพยายามจะปรี่เพื่อเข้าหยุดคนตรงหน้า


"ฆ่าข้า แล้วใช้ชีวิตของข้าสร้างโลกนี้ขึ้นมาใหม่เถิด---"


"ชีวิตของท่านใช้เพื่อการนี้ไม่ได้แล้ว" น้ำเสียงเย็นเยียบดังขัดขึ้นทันที

ขณะเธอเขม้นมองมิโกะสุริยันอย่างประหลาดใจ สตรีในชุดแดงยังคงยืนอยู่ในอาการสงบและสง่างามดั่งยามปรกติได้ "ท่านไม่ใช่ผู้ถือครองพรหมจรรย์อีกต่อไปแล้ว ยามที่ท่านสูญเสียความบริสุทธิ์ก็เท่ากับขาดความเหมาะสมในฐานะเครื่องสังเวย"


ยามเดียวกับฟังคำที่มิโกะสุริยันแจ้งบอกด้วยเสียงเย็นชานั้น ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่เจ้าตัวจะรู้สึกอดสูและรังเกียจร่างกายของตนเองถึงเพียงนี้


"เพราะงั้นท่านถึง......เรื่องนั้น...ท่าน...ท่านกับข้าถึงได้....." เสียงสั่นไม่สามารถแม้แต่จะเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ สิ่งที่เธอกับมิโกะสุริยันกระทำร่วมกันเมื่อคืน อ้อมกอดนั่น.... สัมผัสปลอบโยนพวกนั้น.... รสสัมผัสครั้งเมื่อยามราตรี... ทั้งยังจุมพิตที่พรั่งพรม ทั้งหมดมันเพื่ออะไรกัน!?


สองมือนั้นได้โลมไล้ไปทั่วร่างของเธอ นัยน์ตาสีม่วงฉายเสน่หาอาลัย ถ้อยหวานกระซิบด้วยรักและสเน่หา ทั้งหยาดน้ำตาที่พร่างพรายลง....

 

ทำไมทั้งหมดนั่นต้องเกิดขึ้นด้วย!?



"จูอิกิ" มิโกะสุริยันกล่าวอย่างรวดร้าว "โปรดอย่าได้แคลงใจในความรู้สึกของข้าที่มีให้ท่าน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ข้ายอมรับไม่ได้เสียยิ่งกว่าชะตาที่ถูกกำหนดไว้นี้"


มิโกะสุริยันค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา "เราต่างก็ตัดสินใจกันได้แล้ว แม้ท่านจะไม่ให้อภัยหรือเข้าใจในสิ่งที่ข้าเลือก แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ท่านไม่ควรจะต้องคลางแคลงใจ...." ร่างเล็กเขย่งยืนด้วยปลายเท้ามอบจุมพิตบางเบาลงบนริมฝีปากอุ่นที่แสนคุ้นเคย "...คือใจข้าที่มีให้ท่าน"


จุมพิตนำพารสเลือดปะปนกับน้ำตาจนเป็นรสคล้ายสนิมเหล็ก แม้กระนั้นมิโกะสุริยันก็ยังบรรจงใช้ปลายลิ้นเลียแผลที่ริมฝีปากนั้นให้อย่างเห็นใจ

 

...แต่ไม่มีหนทางใดจะเยียวยาแผลที่บาดลึกในใจของคนตรงหน้าได้ ทั้งหมดที่เธอทำได้มีเพียงฝากความหวังไว้กับอนาคตที่ไม่แน่นอน และได้แต่ภาวนาเฝ้าหวังให้ความทรงจำที่กำลังจะถูกลบเลือนนี้ จะไม่ทำให้ผู้อันเป็นที่รักต้องเจ็บปวดอีก


"ดวงตะวันมีอยู่เพื่อช่วยให้จันทร์ทอแสง....และข้า...เกิดมาเพื่อให้ท่านได้มีชีวิตต่อไป"


มือเล็กสวมหน้ากากเหล็กหนาหนักและเย็นเยียบลงบนใบหน้าของเธอให้อย่างเบามือ พร้อมบรรจงช่วยยกด้ามดาบให้กระชับเกาะกุม


"เราควรจะจัดการภาระที่ควรกระทำนี้ให้จบลงได้แล้ว....ภาระของพวกเรามิโกะ..."

น้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่อัดแน่นด้วยความเข้าใจ ตอกย้ำความเจ็บปวดจนในอกแทบร่ำไห้


"ขอให้ท่าน...ได้อยู่อย่างมีความสุขในโลกใหม่ที่สวยงาม....."


ลำคอเปล่งเสียงคำรามดั่งสัตว์ป่า ในใจประหนึ่งบ้าคลั่ง มิโกะจันทราพุ่งตัวออกไปข้างหน้า มือที่จับด้ามดาบสีม่วงร้อนดั่งถูกไฟผลาญเผา

 

"จูอิกิ...." ร่างเล็กค่อยๆ ทรุดลงในอ้อมแขน หน้ากากสลักร่วงตกจากใบหน้าของฝ่ายถูกเรียกชื่อ "....จันทราของข้า....."


ท่านสุริยันมอบยิ้มบางอย่างไร้เรี่ยวแรง บนใบหน้าไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวดแม้เพียงน้อยนิด ...ไม่แม้สักนิด... มือเล็กที่เปรอะด้วยโลหิตแดงยกขึ้นสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแสนรัก "ท่านทำให้ข้ารู้สึกขอบคุณที่ได้เกิดมาใต้ชะตานี้...."


".........ขอบคุณ.....ที่ทำให้ข้าได้ใช้ชีวิตที่เป็นชีวิต...." มิโกะสุริยันโอบคนตรงหน้าเพื่อมอบอ้อมกอดอันอ่อนโยน.....เป็นครั้งสุดท้าย



หยาดน้ำตาร้อนหลั่งรินลงสู่พื้นและซึมหายลงในผืนดิน ดั่งเข้าใจในสัจธรรมแห่งการลาจาก ทั้งแสดงถึงความเศร้าอาลัยในแบบของมัน

 

ผู้ยังคงชีวิตบรรจงประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากที่ซึมด้วยโลหิต แล้วมอบเสียงกระซิบแผ่วเบา "....รักท่าน แสงตะวันอันอบอุ่นของข้า"



"---เมื่อชีวิตของมิโกะถูกมอบสังเวยเป็นเครื่องเซ่นด้วยน้ำมือมิโกะอีกคนเช่นนี้แล้ว โลกจะได้รับการชำระล้างใหม่อีกครั้ง---" เสียงก้องดังที่ไม่อาจบอกที่มาพูดขึ้น "ส่วนเจ้า...มิโกะแห่งจันทรา... เจ้าจะกลับคืนเป็นชีวิตอื่น....เพื่ออาศัยอยู่ในโลกใหม่...."

".....ข้าจะไม่ลืม......." เธอเงยหน้ามองขึ้น ดวงตาที่เปรอะด้วยหยาดน้ำตาส่องประกายคมกริบ "....ข้าจะไม่ลืมเด็ดขาดว่าใครทำให้ข้าต้องสังหารผู้อันเป็นที่รักยิ่งเช่นนี้!" ด้วยถูกหักหาญจากสิ่งที่เคยศรัทธา ดวงตาสีน้ำเงินแหงนมองฟ้าอย่างเจ็บปวดแค้นขึ้งและเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งที่จะไม่มีวันละลาย


ความเงียบและบรรยากาศขึงขังน่ารังเกียจเข้าล้อมรอบตัวเธอ ตัดขาดเธอออกจากเสี้ยวแสงและไออุ่นเดียวที่เธอมี บังคับฉุดกระฉากให้ห่างหนีจากร่างของผู้ที่เป็นดั่งอีกครึ่งชีวิตอย่างไม่ปราณี


เธอจะไม่มีวันลืม ไม่มีทางลืมเป็นอันขาด


ในชาติภพต่อไป ภาพนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก คมจากดาบสีม่วงจะไม่ได้แทงทะลุเข้าไปในร่างเล็กนั้นอีก

 


เธอจะไม่มีวันให้อภัย... ใครที่พรากตะวันออกจากจันทร์ ด้วยแบ่งให้มียามคืนและวันเป็นทิวาและราตรี

 

=============================================


แสงสีเงินจากตราประทับที่หลังโชนสว่างพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ความร้อนผลาญเผาจนทำให้ภาพที่จิคาเนะเห็นตรงหน้าพร่าเลือน


เธอจับจ้องไปยังคู่หนุ่มสาวที่กำลังจุมพิตกันอยู่เหนือทะเล ใจเจ็บเศร้าอาลัยในรักและทุกข์ที่สั่งสมมานานนับพันปี รักนิรันดร์อัดแน่นอยู่ในอกจนทำให้หายใจแทบไม่ออก ทั้งไม่อาจละสายตาไปจากคนทั้งสองนั้นได้


"เข้าใจแล้ว....แบบนี้สินะ.....เป็นแบบนี้นี่เอง......" จิคาเนะก้มศีรษะลงพร้อมยิ้มอย่างขมขื่น ขณะใช้มือหนึ่งลูบไปตามแผงคอของอาชาคู่ใจ เธอพึมพำกับตัวเอง "เข้าใจแล้ว...."



ม้าหันกลับไปตามผู้เป็นเจ้าของควบบังคับอย่างว่าง่าย วิ่งเหยาะย่างกลับไปทางเดิมกับที่มันมา สายลมยามค่ำคืนที่โชยจากทะเลพัดวูบผ่านสรรพสิ่งอย่างอ่อนโยน เฉกเช่นกับที่สายลมเย็นในเดือนสิบพัดปลอบประโลมให้เสมอมา


สายลมนั้นจงรักและโอบกอดสิ่งทุกสิ่งและคนทุกผู้อย่างเท่าเสมอกัน แม้แต่ในเดือนและวันอันไร้เทพปกปักรักษา


ทุกสรรพสิ่งที่ไม่ว่าจะดีหรือเลว สุขหรือเศร้า รักหรือชิงชัง ต่างได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม


.....ในวันที่เหล่าเทพสิ้นสูญ มิโกะแห่งสุริยันและจันทราผู้มีจิตที่บริสุทธิ์และศรัทธาที่มั่นคง จักสละตนปกป้องความสงบของพิภพนี้ไว้...ตราบจนนิรันดร์....

ตามตำนานที่เล่าขาน ทั้งสองผลัดได้เปลี่ยนหมุนเวียน ย้อมสีด้ายแห่งชะตากรรมด้วยเลือดของกันและกัน ....ด้ายที่ผูกพันถักทอทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน...ตราบจนชั่วนิรันดร์.....

 

======= จบ The Solitary Moon Arching over the Sky ======

 

 


 

เกี่ยวกับการแปลงานชิ้นนี้

ครั้งแรกที่แปลลงกระดาษไว้...
มันออกมาได้ "ลิเก" แบบสุดๆ T T
แต่เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตชาติครั้งก่อนที่จะมาเป็นจิคาเนะกับฮิเมโกะที่เราได