เหอๆ ในที่สุดไหดองเค็มก็แตกบรึ้ม!!
ฟิคแปลที่เค็มที่สุดออกสู่สายตาประชาชีแล้วคร้าบ *0*
เค็มจริงๆ กี่เดือนแล้วเนี่ย....
เอาเป็นว่า ใครจะรำลึกความหลัง
หรือยังไม่เคยอ่านฟิคเรื่องนี้ก็ตามไปดูลิ้งค์พวกนี้ก่อนนะคร้าบ
ฟิคนี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วนตามฉบับภาษาอังกฤษ
(1) The Remnant Sun at Daybreak สุริยันทอแสงเศร้ารุ่งอุษา
(2) The Solitary Moon Arching over the Sky จันทราเสี้ยวเปลี่ยวว้างกลางนภา
(3) Final Chapter บทสุดท้ายของ The Solitary Moon
*ท่านสามารถอ่านภาคภาษาอังกฤษได้ที่ Shoujo-ai forum
ขอความร่วมมือ กรุณาอย่านำแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปเผยแพร่ที่อื่นก่อนได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้แปลและเจ้าของต้นฉบับ m(_ _)m
The Fantasy of the Last Life 2
~The Solitary Moon Arching over the Sky~
จันทราเสี้ยวเปลี่ยวว้างกลางนภา
Author: Faith
English Translator: Lethe
Thai Translator: Est
Editor: สำหรับบทนี้ดองเค็มจนไร้บ.ก. T^T
บทสุดท้าย
ความเงียบเข้าปกคลุมทุกสิ่ง ซ้ำเมื่อรวมกับผืนดินแห้งแล้งว่างเปล่า ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าชวนเศร้าสลดใจ
ดาบคาตานะที่ถูกกุมอยู่ในมือสั่นเทา สะท้อนฉายใบหน้าซีดไร้สีโลหิตอันแสนสิ้นหวังของผู้ถือเหนือคมดาบสีเงิน
บนดวงจันทร์...เบื้องหน้าศาลเจ้าที่ถูกทิ้งร้างนั้น เหลือเพียงแค่เธอกับมิโกะสุริยันที่ยังคงยืนอยู่
แม้สงครามตัดสินชะตาจะได้จบลงแล้ว แต่เสียงทรมานโหยหวนของผู้คนยังก้องอยู่ในหัวไม่จางหาย
เธอทรุดเข่าลงอย่างเหน็ดเหนื่อยลงกับผืนดิน ทั้งกายคงลงไปนอนทอดอยู่บนพื้นหากไม่ได้ยันร่างไว้ด้วยดาบน่าชิงชังเล่มที่อยู่ในมือ
อ้อมแขนที่คุ้นเคยโอบเธอเข้าวงกอดมอบไออุ่น
....ไม่เป็นอะไรใช่ไหม? มิโกะสุริยันถามเบาๆ ด้วยเสียงอันอ่อนโยน ขณะใช้มือลูบศีรษะปลอบประโลมเจ้าของเรือนผมดำยาวที่ตนกอดไว้
ฝ่ายถูกกอดพยักหน้าตอบอย่างไร้เสียง มือขวายังเกาะกุมดาบไม่ปล่อย ราวกับว่ามันได้เชื่อมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและไม่สามารถแยกออกได้
มือซ้ายที่ว่างอยู่กอดรั้งมิโกะสุริยันไว้แน่น เฉกเช่นเดียวกับดาบ ด้วยร่างเล็กนี้เปรียบดั่งเป็นอีกครึ่งชีวิตของตน มิโกะจันทราจึงยึดรั้งหญิงสาวผมสีชาไว้ไม่ยอมปล่อย
มันจบลงแล้ว....ไม่ว่าจะโอโรจิ....หรือทุกๆ คน.... หยาดน้ำตาไหลรินจากนัยน์ตาสีน้ำเงินพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ ถ้าข้าพยายามมากกว่านี้...ถ้าข้าแข็งแกร่งกว่านี้...บางที ข้าอาจจะช่วยพวกเขาไว้ได้...
เสียงท่านสุริยันถอนหายใจลงที่ข้างหู ผมสีชาที่อ่อนนุ่มและมีกลิ่นที่แสนดีดั่งตัวเจ้าของไล้คลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้มเธอ ช่วยปลอบบรรเทาความทุกข์เศร้านี้ให้เบาบางลง
จูอิกิที่แสนอ่อนโยน.... ท่านสุริยันแนบริมฝีปากและปลายจมูกลงบนแก้มคนในอ้อมกอดตนอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงหวานแสดงความรักใคร่และอาลัยอย่างแจ่มชัด ข้าเข้าใจดีว่าท่านอยากปกป้องทุกคน....
ฝ่ายถูกกอดหลับตาลงเพื่อซึมซับความอบอุ่น ความเข้าอกเข้าใจและการปลอบประโลมที่อีกฝ่ายมอบให้
ท่านคิดว่าตนเองยังพยายามไม่มากพออีกหรือ? มิโกะสุริยันถามขึ้นด้วยเสียงเรียบสงบ
อืม มิโกะจันทราพยักหน้า ในใจเฝ้าแต่คิดโทษตนเอง
ท่านคิดว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นไม่สมควรจะถูกคร่าไปเช่นนี้สินะ ท่านสุริยันยังกระชับคนในอ้อมกอดไว้ขณะถามปลอบอย่างอ่อนโยน
อื้อ ฝ่ายถูกถามพยักหน้าแรงขึ้นอีก
ท่านอยากจะ....... มือที่กำลังลูบประโลมเรือนผมสีราตรีของเธอชะงักหยุด ซ้ำน้ำเสียงของเจ้าของมือก็ยังเปลี่ยนไปจนรู้สึกได้ชัด ....ทำทุกสิ่งให้กลับคืนในแบบที่มันเคยเป็น คืนชีวิตให้กับทุกชีวิต และปรารถนาจะให้ทุกคนได้อยู่อย่างมีความสุขหรือไม่
แม้จะติดใจสงสัยว่าเหตุใดเสียงของท่านสุริยันจึงฟังดูแหบแห้งนัก เธอก็ยังตอบอย่างไม่ลังเล ข้าต้องการเช่นนั้น
.....อย่างนั้นหรือ........ มิโกะสุริยันกล่าวเบาๆ รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปาก
ดวงตาสีม่วงงดงามสะท้อนให้เห็นแต่เพียงภาพของเธอ เป็นดวงตาที่ทอประกายงามน่าหลงไหลจนอดไม่ได้ที่จะมองกลับไปดั่งต้องมนตรา
หน้ากากสลักรูปร่างแปลกตาปรากฏอยู่ในมือของมิโกะสุริยันโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามาตั้งแต่เมื่อไร จูอิกิ จำสิ่งที่ข้าบอกกับท่านเมื่อคืนได้หรือไม่? น้ำเสียงหวานล้ำขับขานขึ้น รอยยิ้มและแววตาฉายบอกถึงความเสน่หาที่มีต่อคนตรงหน้าอย่างล้ำลึก
หากนัยน์ตาสีน้ำเงินกลับฉายแววตระหนกขณะจ้องมองใบหน้าระบายยิ้มนั้น
ข้าพูดว่า นับแต่หลังวันนี้ไป ทั้งหมดของข้าจะเป็นของท่าน. มิโกะแห่งดวงตะวันกล่าวต่อขณะใช้สองมือประคองหน้ากากส่งให้อีกฝ่าย นี่มิใช่เพียงแค่สัญญา หากแต่เป็นสิ่งที่ข้าเฝ้าคอยเช่นกัน
----ที่ท่านพูดหมายความว่าอะไรกัน? มิโกะจันทรารู้ได้ว่ามีบางอย่างจะเกิดขึ้น... อะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง.... อะไรบางอย่างที่น่าขนพองสยองเกล้า... ความรู้สึกที่จับได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเธอเย็นเยียบหนาหนัก ข้าไม่เข้าใจว่าท่านต้องการจะบอกอะไรกันแน่!?
<ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะเข้าใจเช่นกัน> รอยยิ้มจากมิโกะสุริยันที่อาจตีความได้เช่นนั้นแทบจะทำให้เธอหลั่งน้ำตาร่ำไห้
มิโกะสุริยันถอนใจเบาๆ ขณะอธิบายช้าๆ อย่างอดทน ดั่งครูที่เฝ้าอธิบายเรื่องราวให้เด็กห้าขวบฟัง เหตุที่ไม่มีบันทึกใดกล่าวถึงเรื่องราวหลังกำจัดโอโรจิลงนั้น ก็เพราะเหล่านักบวชไม่อยากให้ผู้คนรับรู้ถึงความโหดร้ายในการสังเวยชีวิตมิโกะเพื่อปกป้องโลกนี้ไว้เป็นเช่นไร....
ทันทีที่เอื้อมมือไปสัมผัสร่างของหญิงสาวนัยน์ตาใสสีทะเลสาปตรงหน้า มิโกะสุริยันก็รู้สึกได้ถึงความร้อนแผดเผาผ่านเข้าจากปลายนิ้ว ไหลลึกเข้าไปทั้งร่างจวบจนวิญญาณ ...วิญญาณของเธอ....ดวงที่เฝ้าเพรียกหาความอบอุ่นอ่อนโยนและร่ำร้องขออิสรภาพมาชั่วนิรันดร์
พวกเราคือมิโกะแห่งดาบ เมื่อเราสร้างบาดแผลด้วยดาบ ย่อมจักต้องเจ็บปวดด้วยดาบ ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยไม่ต้องแลกกับอะไร..... ซึ่งข้ายอมรับและเตรียมพร้อมสำหรับเงื่อนไขนี้ แล้ว ส่วนท่าน มือเล็กกุมกระชับช่วยยกมือที่ถือดาบสีม่วงเข้มขึ้น ในฐานะมิโกะแห่งจันทราผู้มีภูมิธรรมอันสูง ย่อมเลือกที่จะสละบางอย่างเพื่อปกป้องโลกนี้ไว้ใช่ไหม
บางอย่างอันหมายถึงทุกสิ่ง
บัดนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านสุริยันจึงเฝ้าถามย้ำถึงความตั้งใจของเธอ ที่ว่าแม้จะต้องสละสิ่งใดก็จะปกป้องโลกนี้ไว้...
....นี่เป็นชะตากรรมของมิโกะผู้เกิดในเดือนสิบ ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ท่านต้องทำ... มือเล็กกุมย้ำแน่นจนเล็บกดลงบนหลังมือขาวนวล ใช้ชีวิตข้าเพื่อแลกคืนสรรพสิ่งให้แก่โลก
ไม่! มิโกะชุดม่วงเหวี่ยงสะบัดมือเล็กออกจากมือตน เรื่องแบบนั้น----ข้าจะทำได้อย่างไร!? จะให้ข้าทำได้ยังไง!! สองมือของเธอสั่นคลั่ง แต่กระนั้นก็ยังเกาะกุมด้ามดาบไว้แน่นไม่อาจปล่อย สร้างความรู้สึกน่าคลื่นไส้จนเธออยากจะอาเจียน
ท่านต้องทำ ท่านเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
ข้าเกิดมาเพื่อช่วยท่าน!
ช่วยข้าชำระโลกใบนี้
ไม่! มิโกะจันทราตะโกนสุดเสียง ไม่ใช่เพื่อสิ่งนี้! ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อทำแบบนี้!! ข...ข้า หยาดน้ำตาหลั่งเป็นทางเปรอะแต้มเต็มใบหน้า หากแต่เธอไม่ได้ใส่ใจสังเกตมันอีกต่อไป ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่าท่าน.!!
มิโกะแห่งดวงตะวันยันตัวลุกขึ้นขณะก้มหน้าจับจ้องหน้ากากในมือ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองสบกับดวงตารวดร้าวสีน้ำเงิน สายตาที่มองกลับไปนั้นทั้งขึงขังและจริงจัง พวกเราลำบากฝ่าฟันทุกอย่างมาจนถึงขั้นนี้ สละและสูญเสียทุกสิ่งเพื่อให้มาถึงตรงจุดนี้ ท่านอยากจะให้ทั้งหมดนั่นสูญเปล่างั้นหรือ?
อาการโกรธขึ้งและผิดหวังปรากฏขึ้นผ่านทางนัยน์ตาสีม่วงบนใบหน้าแน่วแน่และเย็นชานั้น
มิโกะจันทรากัดริมฝีปากแน่นเสียจนปลายลิ้นรับได้ถึงรสเลือดที่ไหลซึมจากปากแผล เช่นนั้นก็เอาชีวิตของข้าไป.... สิ้นคำก็สะบัดใบดาบจากฝักสีม่วงขึ้นจ่อเข้าที่คอตน
สตรีในชุดมิโกะแดงขยับแล้วชะงักในทันที ประหนึ่งว่าเธอพยายามจะปรี่เพื่อเข้าหยุดคนตรงหน้า
ฆ่าข้า แล้วใช้ชีวิตของข้าชำระโลกนี้เถิด---
ชีวิตของท่านใช้เพื่อการนี้ไม่ได้แล้ว น้ำเสียงเย็นเยียบดังขัดขึ้นทันที
ขณะเธอเขม้นมองมิโกะสุริยันอย่างประหลาดใจ สตรีในชุดแดงยังคงยืนอยู่ในอาการสงบและสง่างามดั่งยามปรกติได้ ท่านไม่ใช่ผู้ถือครองพรหมจรรย์อีกต่อไปแล้ว ยามที่ท่านสูญเสียความบริสุทธิ์ก็เท่ากับขาดความเหมาะสมในฐานะเครื่องสังเวย
ยามเดียวกับฟังคำที่มิโกะสุริยันแจ้งบอกด้วยเสียงเย็นชานั้น ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่เธอจะรู้สึกอดสูและรังเกียจร่างกายของตนเองถึงเพียงนี้
เพราะงั้นท่านถึง......เรื่องนั้น...ท่าน...ท่านกับข้าถึงได้..... เธอไม่สามารถแม้แต่จะเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ สิ่งที่เธอกับท่านสุริยันทำเมื่อคืน อ้อมกอดนั่น.... สัมผัสปลอบโยนพวกนั้น.... รสสัมผัสครั้งเมื่อยามราตรี... ทั้งยังจุมพิตที่พรั่งพรม ทั้งหมดมันเพื่ออะไรกัน!?
สองมือนั้นได้โลมไล้ไปทั่วร่างของเธอ นัยน์ตาสีม่วงฉายเสน่หาอาลัย ถ้อยหวานกระซิบด้วยรักและบูชา ทั้งหยาดน้ำตาที่พร่างพรายลง....
ทำไมทั้งหมดนั่นต้องเกิดขึ้นด้วย!?
จูอิกิ มิโกะสุริยันกล่าวอย่างรวดร้าว โปรดอย่าได้แคลงใจในความรู้สึกของข้าที่มีให้ท่าน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ข้ายอมรับไม่ได้เสียยิ่งกว่าชะตาที่ถูกกำหนดไว้นี้
มิโกะสุริยันค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา เราต่างก็ตัดสินใจกันได้แล้ว แม้ท่านจะไม่ให้อภัยหรือเข้าใจในสิ่งที่ข้าเลือก แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ท่านไม่ควรจะต้องคลางแคลงใจ.... ร่างเล็กเขย่งยืนด้วยปลายเท้ามอบจุมพิตบางเบาลงบนริมฝีปากอุ่นที่แสนคุ้นเคย ...คือใจข้าที่มีให้ท่าน
จุมพิตนำพารสเลือดปะปนกับน้ำตาจนเป็นรสคล้ายสนิมเหล็ก แม้กระนั้นมิโกะสุริยันก็ยังบรรจงใช้ปลายลิ้นเลียแผลที่ริมฝีปากนั้นให้อย่างเห็นใจ
...แต่ไม่มีหนทางใดจะเยียวยาใจที่ถูกทำให้เกิดบาดแผล ที่เธอจะสามารถทำให้คนตรงหน้าได้ มีเพียงฝากความหวังไว้กับอนาคตที่ไม่แน่นอน และได้แต่ภาวนาเฝ้าหวังให้ความทรงจำที่กำลังจะถูกลบเลือนนี้จะไม่ทำให้ผู้อันเป็นที่รักต้องเจ็บปวดอีก
ดวงตะวันมีอยู่เพื่อช่วยให้จันทร์ทอแสง....และข้า...เกิดมาเพื่อให้ท่านได้มีชีวิตสืบต่อไป
มือเล็กสวมหน้ากากเหล็กหนาหนักและเย็นเยียบลงบนใบหน้าของเธอให้อย่างเบามือ พร้อมบรรจงช่วยยกด้ามดาบให้กระชับเกาะกุม
เราควรจะจัดการภาระที่ควรกระทำนี้ให้จบลงได้แล้ว....ภาระของพวกเรามิโกะ...
น้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่อัดแน่นด้วยความเข้าใจ ตอกย้ำความเจ็บปวดจนในอกแทบร่ำไห้
ขอให้ท่าน...ได้อยู่อย่างมีความสุขในโลกใหม่ที่สวยงาม.....
ลำคอเปล่งเสียงคำรามดั่งสัตว์ป่า ในใจประหนึ่งบ้าคลั่ง มิโกะจันทราพุ่งตัวออกไปข้างหน้า มือที่จับด้ามดาบสีม่วงร้อนดั่งถูกไฟผลาญเผา
จูอิกิ.... ร่างเล็กค่อยๆ ทรุดลงในอ้อมแขน หน้ากากสลักเองก็ร่วงตกจากใบหน้าของฝ่ายถูกเรียกชื่อ ....จันทราของข้า.....
ท่านสุริยันมอบยิ้มบางอย่างไร้เรี่ยวแรง บนใบหน้าไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวดแม้เพียงน้อยนิด ...ไม่แม้สักนิด... มือเล็กที่เปรอะด้วยโลหิตแดงยกขึ้นสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแสนรัก ท่านทำให้ข้ารู้สึกขอบคุณที่ได้เกิดมาใต้ชะตานี้....
.........ขอบคุณ.....ที่ทำให้ข้าได้ใช้ชีวิตที่เป็นชีวิต.... มิโกะสุริยันโอบคนตรงหน้าเพื่อมอบอ้อมกอดอันอ่อนโยน.....เป็นครั้งสุดท้าย
หยาดน้ำตาร้อนหลั่งรินลงสู่พื้นและซึมหายลงในผืนดิน ดั่งเข้าใจในสัจธรรมแห่งการลาจาก ทั้งแสดงถึงความเศร้าอาลัยในแบบของมัน
ผู้ยังคงชีวิตบรรจงประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากที่ซึมด้วยโลหิต แล้วมอบกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา ....รักท่าน แสงตะวันอันอบอุ่นของข้า
---เมื่อชีวิตของมิโกะถูกมอบสังเวยเป็นเครื่องเซ่นด้วยน้ำมือมิโกะอีกคนเช่นนี้แล้ว โลกจะได้รับการชำระล้างใหม่อีกครั้ง--- เสียงก้องดังที่ไม่อาจบอกที่มาพูดขึ้น ส่วนเจ้า...มิโกะแห่งจันทรา... เจ้าจะกลับคืนเป็นชีวิตอื่น....เพื่ออาศัยอยู่ในโลกใหม่....
.....ข้าจะไม่ลืม....... เธอเงยหน้ามองขึ้น ดวงตาที่เปรอะด้วยหยาดน้ำตาส่องประกายคมกริบ ....ข้าจะไม่ลืมเด็ดขาดว่าใครทำให้ข้าต้องสังหารผู้อันเป็นที่รักยิ่งเช่นนี้! ด้วยถูกหักหาญจากสิ่งที่เคยศรัทธา ดวงตาสีน้ำเงินเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายแหงนมองฟ้าอย่างเจ็บปวดและแค้นขึ้ง
ความเงียบและบรรยากาศขึงขังน่ารังเกียจเข้าล้อมรอบตัวเธอ ตัดขาดเธอออกจากเสี้ยวแสงและไออุ่นเดียวที่เธอมี บังคับฉุดกระฉากให้ห่างหนีจากร่างของผู้ที่เป็นดั่งอีกครึ่งชีวิตอย่างไม่ปราณี
เธอจะไม่มีวันลืม ไม่มีทางลืมเป็นอันขาด
ในชาติภพต่อไป ภาพนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ใบดาบจากฝักสีม่วงจะไม่ได้แทงทะลุเข้าไปในร่างเล็กนั้นอีก
เธอจะไม่มีวันให้อภัย... ใครที่พรากตะวันออกจากจันทร์ ด้วยแบ่งให้มียามคืนและวันเป็นทิวาและราตรี
=============================================
แสงสีเงินจากตราประทับที่หลังโชนสว่างพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ความร้อนผลาญเผาจนทำให้ภาพที่จิคาเนะเห็นตรงหน้าพร่าเลือน
เธอจับจ้องไปยังคู่หนุ่มสาวที่กำลังจุมพิตกันอยู่เหนือทะเล ใจเจ็บเศร้าอาลัยในรักและทุกข์ที่สั่งสมมานานนับพันปี รักนิรันดร์อัดแน่นอยู่ในอกจนทำให้หายใจแทบไม่ออก ทั้งไม่อาจละสายตาไปจากคนทั้งสองนั้นได้
เข้าใจแล้ว....แบบนี้สินะ.....เป็นแบบนี้นี่เอง...... จิคาเนะก้มศีรษะลงพร้อมยิ้มอย่างขมขื่น ขณะใช้มือหนึ่งลูบไปตามแผงคอของอาชาคู่ใจ เธอพึมพำกับตัวเอง เข้าใจแล้ว....
ม้าหันกลับไปตามผู้เป็นเจ้าของควบบังคับอย่างว่าง่าย วิ่งเหยาะย่างกลับไปทางเดิมกับที่มันมา สายลมยามค่ำคืนที่โชยจากทะเลพัดวูบผ่านสรรพสิ่งอย่างอ่อนโยน เฉกเช่นกับที่สายลมเย็นในเดือนสิบพัดปลอบประโลมให้เสมอมา
สายลมนั้นจงรักและโอบกอดสิ่งทุกสิ่งและคนทุกผู้อย่างเท่าเสมอกัน แม้แต่ในเดือนและวันอันไร้เทพปกปักรักษา
ทุกสรรพสิ่งที่ไม่ว่าจะดีหรือเลว สุขหรือเศร้า รักหรือชิงชัง ต่างได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
.....ในวันที่เหล่าเทพสิ้นสูญ มิโกะแห่งสุริยันและจันทราผู้มีจิตที่บริสุทธิ์และศรัทธาที่มั่นคง จักสละตนปกป้องความสงบของพิภพนี้ไว้...ตราบจนนิรันดร์....
ตามตำนานที่เล่าขาน ทั้งสองผลัดได้เปลี่ยนหมุนเวียน ย้อมสีด้ายแห่งชะตากรรมด้วยเลือดของกันและกัน ....ด้ายที่ผูกพันถักทอทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน...ตราบจนชั่วนิรันดร์.....
======= จบบท The Solitary Moon Arching over the Sky ======
เกี่ยวกับการแปลงานชิ้นนี้
ครั้งแรกที่แปลลงกระดาษไว้...
มันออกมาได้ "ลิเก" แบบสุดๆ T T
แต่เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตชาติครั้งก่อนที่จะมาเป็นจิคาเนะกับฮิเมโกะที่เราได้ดู ก็เลยอยากใช้ภาษาเก่าๆ แต่ทำไปได้พักนึงก็ตัน แปลแบบกะฆ่าตัวตายเลยต้องเกลาออกมาใหม่ แต่ก็ได้ออกมาแบบลิเกครึ่งๆ กลางๆ... =o=''
ในที่สุดก็วิ่งออกหาความช่วยเหลือ
มาถึงตรงนี้ต้องขอกราบขอบคุณบ.ก.ทุกท่านงามๆ สักสามครั้ง ที่ช่วยอ่าน ช่วยแปล ช่วยแก้ หวดเฆี่ยนข้าน้อยด้วยแส้แห่งรัก (เฮ้ย??) และให้คำแนะนำต่างๆ ถ้าไม่มีพวกท่านทั้งหลาย ฟิคนี้คงไม่อาจเป็นอย่างที่มันเป็นในตอนนี้ได้
THANKS!!
ท่าน Faith ที่บรรจงสรรค์สร้างแฟนฟิคมิโกะอันสุดยอดเกินบรรยาย ด้วยโครงเรื่องและภาษาที่ทั้งงดงาม หวานซึ้ง และแสนเจ็บปวด เติมส่วนที่ขาดหายในอนิเมอย่างข้าน้อยไม่เคยนึกได้ว่ามันจะมี orz (เป็นคนจำพวกดูจบก็จบ ไร้จิ้นจริงๆ เลยตู)
ท่าน Lethe ที่ทุ่มเทแปลถ่ายทอดแฟนฟิคนี้ไว้เป็นภาษาอังกฤษ มอบโอกาสให้ผู้ไม่รู้ภาษาจีนแม้แต่นิดอย่างข้าน้อยได้ลิ้มรสงานเขียนชิ้นนี้ อร่อยมากขอรับ แผล่บๆ
วิจจี้ที่สละเวลาว่างอันแสนมีค่ามาให้คำแนะนำ และอธิบายด้านไวยากรณ์การแปล ช่วยชี้ในจุดที่แปลผิดและขัดเกลาประโยคแปลกประหลาดอย่างตรงไปตรงมา
รุจจี้ ที่กล้าบอกกันตรงๆ เช่นกันว่า เวอร์ชั่นแรกมันลิเกเกินงาม ช่วยแต่ง ช่วยขัดเกลาประโยค ตัดทอนความเยิ่นเย้อ แก้คำที่พิมพ์ผิดที่มีมากมายราวกับดอกเห็ดหลังวันฝนตก แถมวาดรูปประกอบฟิคให้อีกต่างหาก แถมล่าสุดวาดโดด้วย ถึงมีทีท่าว่าโดจะดองเค็มกว่าฟิคนี้ ก็ยังรออ่านอยู่นะ
มุจจี้ ที่สละเวลาทำ Thesis มาช่วยอ่านอย่างละเอียดแบบสุดๆ ><!! เก็บคำผิด แก้คำเพี้ยน ขอยกนิ้วให้เลยคร้าบ และขอให้ Thesis นรกท่านลุล่วงไปด้วยดี TAT
ทุกๆ comments ของผู้อ่านทุกท่าน ที่ติชมให้กำลังใจจนข้าพเจ้าสามารถแปลงานที่ยาวเกือบ 30 หน้า A4 นี้ลงได้จนจบ ขอบคุณจริงๆ
สุดท้ายก่อนดองบลอค(อีกแล้ว???)
หวังว่าเราคงมีโอกาสได้มาอ่านฟิคร่วมกัน...อีกครั้ง
edit @ 2006/09/21 16:24:39 จัดฟ้อนท์กระจุย - -''
ติดใจมาตั้งกะตอนที่1 XD
)
555ชอบมากขอรับยอด ๆ เจ๋งได้ใจแด๋วจะไปนั่งอ่านซึมซับให้มันออทโมซี๊ดเข้าสมองเรยท่าน (หลังจากที่ดูดตอนที่ 2 ลองลึกถึงแกนกระดูกเรียบร้อยแว้ว)
สู้ๆๆนะค่ะ
