2006/Jul/07

เบรคเอี๊ยดดดดดด ใครยังไม่ได้อ่านตอน 1 อย่าเพิ่งมือไวใจเร็ว scroll ลงไปอ่านซะก่อนนะท่าน

ฟิคนี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วนตามฉบับภาษาอังกฤษ

(1) The Remnant Sun at Daybreak สุริยันทอแสงเศร้ารุ่งอุษา
(2) The Solitary Moon Arching over the Sky จันทราเสี้ยวเปลี่ยวว้างกลางนภา
(3) Final Chapter บทสุดท้ายของ The Solitary Moon

เพราะงั้นก่อนอ่านตอนที่ 2 นี้ อย่าลืมไปอ่านตอนที่ 1 ก่อนนะจ๊ะ ^^b

สำหรับบท Solitary Moon นี้เราได้ editor เพิ่มมาอีก 1 ท่านคือคุณ Mukiki มาเพื่อ QC ความ***โดยเฉพาะ (ไม่ใช่แล้ววววว) ท่านมงมาช่วยเพราะรุจี้ได้เลื่อนขั้นไปปั่นโดเลยไม่มีเวลาพอจะมาจิกข้าน้อย โฮะๆๆ แต่ท่านมงตรวจโหดกว่า เอิ๊บ - -''

อ่านแล้วติชมตามสบายนะขอรับ m(_ _)m

โอ๊ะ!!! ปาดดดดดดดดดดดดดดดด แทรกอีกนิดนึง

ตอนที่ 2 นี้ เรท NC17ขอรับ ท่านใดยังอายุไม่ถึงโปรดอย่าเพิ่งอ่าน รอให้แก่กว่านี้ก่อนแหม พูดอย่างกับจะเป็นไปได้ในสองวิ ^^"
อืม...พอใส่เรทให้ฟิคนี่
รู้สึกเหมือนยิ่งยุให้อ่านยังไงไม่รู้แฮะ

เอาล่ะเชิญอ่านได้จริงๆ แล้วขอรับ -' ')-

*ท่านสามารถอ่านภาคภาษาอังกฤษได้ที่ Shoujo-ai forum

ขอความร่วมมือ กรุณาอย่านำแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปเผยแพร่ที่อื่นก่อนได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้แปลและเจ้าของต้นฉบับ m(_ _)m



Kannazuki no Miko FanFiction

The Fantasy of the Last Life 2

~The Solitary Moon Arching over the Sky~
จันทราเสี้ยวเปลี่ยวว้างกลางนภา

Author: Faith
English Translator: Lethe
Thai Translator: Est
Editor Whistler, S.Hikaru,Mukiki

บทที่ 1

ในวันที่เหล่าเทพสิ้นสูญ มิโกะแห่งสุริยันและจันทราผู้มีจิตที่บริสุทธิ์และศรัทธาที่มั่นคง จักสละตนปกป้องความสงบของพิภพนี้ไว้ตราบจนนิรันดร์....

เธอพึมพำตามคำในม้วนคัมภีร์แล้วถอนหายใจ ไม่ตลกสักนิดเดียวที่ต้องมาเห็นอนาคตของตนเขียนเอาไว้บนหน้ากระดาษแบบนี้

หรือเพราะข้ายังไม่โตพอที่จะเข้าใจกันนะ? เจ้าตัวนึกสงสัย นับตั้งแต่วันที่ถูกนำตัวมาที่ศาลเจ้านี้ตามกระแสรับสั่งขององค์จักรพรรดิ เธอก็กลายเป็นมิโกะผู้ทำหน้าที่รับสารจากเทพ ถูกยกให้กลายเป็นสิ่งกราบไหว้บูชาของเหล่าผู้คน ...ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะส่องกระจกสักกี่ต่อกี่ครั้ง เงาที่สะท้อนมาก็ยังเป็นใบหน้าเดิมที่คุ้นตา ยังเป็นเด็กสาวคนเดิมดังแต่ก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่

สิ่งที่เห็นว่าเปลี่ยนไปมีเพียงบรรยากาศที่แวดล้อมกาย และจิตใจของผู้คน...

"ท่านคือ...มิโกะแห่งจันทราสินะ"

ในวันนั้น เด็กสาวในชุดมิโกะสีแดงผู้มีเสียงนุ่มกังวานใสมายืนปรากฏตรงหน้าเธอ ดวงหน้าหวานส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้

ขอต้อนรับท่านสู่ศาลเจ้าโอโตทาจิบานะ... เด็กสาวผู้นั้นเอ่ยขึ้น เส้นผมสีชาพลิ้วไปตามสายลมอ่อนๆ ภายใต้ประกายแดด แต่ละเส้นสะท้อนเล่นแสงงามดั่งสีรวงข้าวสุกทอง

ส่วนเธอได้แต่เพียงยืนทื่อโดยไม่สามารถเปล่งวาจาใดออกมาได้สักคำ ด้วยความตะลึงสงสัยว่าพระอาทิตย์หรือเด็กสาวตรงหน้ากันแน่ที่ทอประกายสว่างจับตา

เสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวจากนอกโถงดังขึ้นขัดภาพความทรงจำครั้งเก่า เมื่อเธอเปิดประตูด้วยความสงสัยก็ได้พบกับต้นเสียง

กลุ่มเด็กๆ สามสี่คนเข้ามาเล่นกันในสวนของศาลเจ้านั่นเอง ทั้งเด็กชายเด็กหญิงดูจะอายุไม่เกินเจ็ดขวบ เว้นแต่เด็กชายที่ตัวโตสุดนั่นน่าจะประมาณสิบขวบได้

-------พี่คาซุจิน ทำไงดีล่ะ ลูกบอลมันไปติดอยู่บนต้นไม้! พวกตัวเล็กพากันยืมล้อมพี่ชายพร้อมส่งเสียงอ้อนขอ พี่จ๋าเก็บลูกบอลให้ทีนะพี่นะ นะคร้าบ-----

เด็กชายก้มมองน้องๆ สลับกับแหงนหน้าขึ้นมองต้นไม้สูงที่มีอายุกว่าร้อยปี

อุ...อือ...ก็ได้ๆ เลิกดึงกางเกงพี่ซะที....

เด็กชายกลืนน้ำลายสองสามครั้งก่อนถลกแขนเสื้อเตรียมขึ้นปีน ทันใดก็มีมือหนึ่งเอื้อมมาแตะที่บ่า ยับยั้งปฏิบัติการฆ่าตัวตายของเด็กน้อย

เมื่อเด็กชายหันกลับไปก็พบหญิงสาวเจ้าของใบหน้างดงามในชุดมิโกะสีม่วง แสงอาทิตย์ส่องสว่างเป็นประกายระยับจากทางด้านหลัง ช่วยขับประกายวาวสลวยให้เส้นผมสีราตรี

แต่ปอยผมด้านหน้าที่แลดูยุ่งน้อยๆ ไม่อาจช่วยปิดบังดวงตาคมกริบสีน้ำเงิน

พวกเด็กๆ อ้าปากค้างจ้องมองดูท่านมิโกะตรงหน้าอย่างหวาดหวั่น จนคนถูกมองอดยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้ ลูกบอลเจ้าไปติดอยู่บนต้นไม้รึ?

ทะ....ท่านจันทรา! เด็กชายที่โตสุดดึงสติกลับจากอาการตะลึงงันได้ก่อนเพื่อน แล้วรีบอ้าปากตอบพร้อมกดดึงพวกตัวเล็กๆ ให้คุกเข่าตามตน พะ...พวกข้าต้องขอโทษจริงๆ ขอรับ! พวกข้าเพียงแต่หาอะไรเล่นยามบ่ายเท่านั้น มะ...ไม่นึกว่าจะรบกวนการพักผ่อนของท่านจันทรา โปรดอภัยในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกข้าด้วยเถิดขอรับ!

อ้อ... มิโกะตอบด้วยเสียงเรียบ แววโกรธขึ้งระคนเศร้าฉายในแววตาวูบหนึ่ง สักเดือนมาแล้ว เมื่อวันครบรอบวันเกิดของเธอและมิโกะสุริยัน ทั้งสองได้ทำพิธีอัญเชิญร่างแทนแห่งเทพอาเมะโนะมุราคุโมะขึ้นมาภายใต้ประสงค์ขององค์จักรพรรดิและการกำกับของนักบวช หลังสำเร็จสิ้นพิธีก็ปรากฏเป็นดาบคาตานะสองเล่ม เล่มหนึ่งสีแดง... เล่มหนึ่งสีม่วง

คาตานะสีแดงดั่งเลือดแลดูเกรี้ยวกราดและทรงพลัง ดูราวกับถูกใช้ฟาดฟันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่น่าประหลาดที่ดาบสีเลือดกลับเคียงไขว้คู่กับดาบสีม่วงที่แลดูทรงพลานุภาพไม่แพ้กันอย่างสงบนิ่งบนแท่นบูชา

และดาบทั้งสองถูกนำไปเปรียบกับผู้ครอบครองมัน ...เป็นสีแดงและม่วงแห่งมิโกะสุริยันและจันทรา

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้คนยิ่งแสดงความเคารพบูชาต่อมิโกะทั้งสองมากขึ้นไปอีก หากแต่ใต้ความยำเกรงนั้นแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวอย่างล้ำลึก หลายครั้งเธออดคิดไม่ได้ว่า ภาพเธอที่สะท้อนอยู่ในสายตาของชาวบ้านนั้นกลายเป็นดั่งภูตผีปีศาจแล้วหรืออย่างไร?

เงาสะท้อนของเธอบนกระจกนั้นยังคงเดิม ...แต่สิ่งที่สะท้อนในใจผู้คนนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างสุดจะคาดเดา

ลุกขึ้นซะ ที่นี่ไม่มีคนอื่นอยู่เสียหน่อย ไม่ต้องมีพิธีรีตองนักหรอกน่า มิโกะม่วงเก็บคุมโทนเสียงเย็นเรียบยามปรกติแล้วแทนด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ข้าจะช่วยพวกเจ้าเก็บลูกบอลเอง ตกลงนะ?

เด็กๆ มองอย่างประหลาดใจ ส่วนเธอเพียงแต่ส่งยิ้มน้อยๆ ให้

ไม่ได้หรอกขอรับ! ท่านจันทราเป็นมิโกะผู้สูงส่ง ท่านไม่น่าจะ--- เด็กชายที่โตสุดไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แต่สะบัดศีรษะไปมาอย่างร้อนรน

ข้าอาจไม่รู้ในหลายๆ เรื่องก็จริง แต่เรื่องปีนต้นไม้เนี่ยข้าเก่งไม่แพ้เด็กผู้ชายเลยล่ะ เจ้าตัวพูดเหมือนว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ว่าแล้วก็คลายแพรต่วนม่วงที่ใช้รวบผมออก ปล่อยให้เส้มผมสีเข้มเป็นประกายสยายไปตามบ่า

ส่วนแพรต่วนที่คลายออกก็ถูกนำมามัดแขนเสื้อชุดมิโกะดูทะมัดทะแมง เจ้าตัวสูดหายใจลึก ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด

ขณะที่ปีนขึ้นไปอย่างแคล่วคล่องว่องไว มิโกะจันทราก็พบว่าร่างกายนั้นเบาขึ้นมากนับแต่ได้เรียนวิชาศิลปะการต่อสู้กับท่านอาจารย์ ทั้งกำลังแขนและขาเองก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ

ดั่งมีพลังอันยิ่งใหญ่ไหลแล่นอยู่ในร่างดั่งวารี โดยเสมือนมีวิญญาณของเธอเป็นตาน้ำ

เอ้า~รับ!

เมื่อได้ที่นั่งบนกิ่งไม้ใหญ่ ก็โยนลูกบอลส่งให้เด็กๆ ที่รออยู่ข้างล่าง พวกเด็กๆ กล่าวขอบคุณแล้วค่อยๆ พากันเดินออกไป โดยยังเหลียวหลังขึ้นมองดูท่านมิโกะอย่างเกรงๆ

คงพากันนึกสงสัยว่าเหตุใดมิโกะเช่นเธอถึงได้ทะโมนนักกระมัง? เจ้าตัวนึกพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเงยหน้าขึ้น ปล่อยให้สายลมสดชื่นไล้ผ่านเส้นผม

ช่างเป็นสายลมที่ชื่นใจยิ่งนัก เจ้าตัวคิดอย่างพออกพอใจ สายลมฉ่ำชื่นในเดือนสิบอันได้ชื่อว่าเป็นเดือนไร้เทพปกปัก หากแม้ยามนี้จะสิ้นไร้เทพผู้คุ้มครองจริง แต่สายลมเย็นก็ยังพัดผ่านและปลอบประโลมมนุษย์ทุกผู้เสมอมาไม่เคยขาด

เมื่อคิดได้ว่าบางสิ่งก็ยังมิได้เปลี่ยนแปลงไป เธอจึงหลับตาลง ดื่มด่ำกับช่วงเวลาสงบอันแสนมีค่านี้

---ไปงีบบนต้นไม้แบบนั้นจะดีหรือ? เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก ท่านจันทรา เสียงอ่อนโยนแฝงความขี้เล่นปลุกให้ตื่นจากภวังค์

เมื่อมองไปเห็นเจ้าของเสียง ฝ่ายถูกทักจึงยิ้มตอบกลับพลางตอบ

ข้าไม่ได้หลับอยู่สักหน่อย ท่านสุริยัน

ท่านสุริยัน ที่ว่า คือหญิงสาวเจ้าของเรือนผมยาวงดงามสีชาที่จับระยับเป็นสีทองดั่งถูกอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ เจ้าของดวงตางดงามสงบลึกล้ำ ผู้มีใบหน้างามหวานทว่าแฝงด้วยเสน่ห์อันชวนให้ค้นหา

หากจะมีสิ่งใดที่ไม่ได้เข้ากันกับนัยน์ตาสีม่วงเฉลียวฉลาดและแสนลึกลับดวงนี้ ก็คงจะเป็นน้ำเสียงอันโอนอ่อนหวานล้ำ ที่ออกจะติดไปทางเด็กสาวที่ยังเยาว์อยู่ ถึงกระนั้นเธอก็ชมชอบที่ได้สดับฟังเสียงนี้ คราที่ได้ยินก็ทำให้หวนรำลึกถึงรสหวานหอมของลูกกวาดผลไม้ที่เคยได้ลิ้มลองในวัยเด็กทุกครั้งไป

คาซึจินวิ่งกระหืดกระหอบไปตามข้า บอกว่าท่านมิโกะจันทราได้รับบาดเจ็บ...ข้าจึงรีบมาดู...แต่ไม่นึกว่า--- มิโกะสุริยันหัวเราะคิกในลำคอก่อนจะพูดต่อ ท่านหาเรื่องเจ็บตัวได้ด้วยวิธีนี้จริงๆ หรือ?

เจ้าคาซึจินน้อยนั่นก็โวยวายเกินจริงไปได้ ยิ้มอายๆ ปรากฏบนใบหน้า ด้วยว่ามิโกะจันทรานั้นรู้สึกขัดเขินอยู่ใช่น้อย ก็แค่ปีนต้นไม้เท่านั้นเอง.....สมัยเด็กๆ ข้าปีนออกบ่อยไป

ข้านึกภาพท่านจันทราตัวน้อยที่แสนแก่นแก้วไม่ออกเลย เจ้าของแสงตะวันยังคงส่งรอยยิ้มขี้เล่นให้ขณะแหย่กระเซ้า

เมื่อได้ยินดังนั้นฝ่ายที่อยู่บนต้นไม้จึงหยอกกลับไปบ้าง นั่นสิ....ข้าเองก็นึกภาพท่านตอนเป็นเด็กไม่ออกเหมือนกัน

ทันทีที่จบประโยค เจ้าตัวจึงนึกเสียใจในคำที่กล่าวออกไปโดยไม่คิดของตน พร้อมๆ กับสังเกตเห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของคนข้างล่างค่อยๆ จางลง และถูกแทนที่ด้วยสีหน้าสงบขรึมอันยากจะหยั่งความคิด

......ท่านจันทรา...ดูจะชอบการปีนต้นไม้มากนะ?

สัมผัสได้ชัดว่ามิโกะสุริยันต้องการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา มิโกะบนต้นไม้จึงถอนหายใจอย่างเงียบๆ แล้วทอดสายตาเหม่อมองไกลออกไป

ที่ข้าชอบไม่ใช่การปีนต้นไม้ หากแต่เป็นทิวทัศน์ตรงหน้าที่สามารถเห็นได้จากยอดไม้เท่านั้น

ทิวทัศน์ที่ท่านเห็นเป็นเช่นไรหรือ? คนข้างล่างถามเบาๆ นัยน์ตาฉายแววสนเท่ห์อย่างคาดหวังในคำตอบ

ตรงหน้าข้าคือผืนแผ่นดินกว้างที่ถูกทอสว่างด้วยแสงตะวัน

ผู้นั่งอยู่บนยอดไม้ก้มมองพร้อมส่งแววตาอ่อนโยนให้มิโกะสุริยันที่ดูเหมือนกำลังประหลาดใจ แล้วจึงกล่าวเพิ่มเติมไปว่า แสงตะวันของเดือนสิบนั้นส่องสว่างและอบอุ่นที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ ตามที่ข้าเห็น เธอเว้นจังหวะหยุดสั้นๆ แล้วเอ่ยปากชวนคนข้างล่างอย่างลังเลใจว่าสิ่งที่กำลังจะพูดนั้นสมควรหรือไม่ ท่านสุริยัน.....อยากขึ้นมาดูจากบนนี้บ้างไหม?

น้ำเสียงแสดงความคาดหวังอย่างชัดแจ้งจนเจ้าของเสียงเองรู้สึกประหม่าเสียเอง

รอยยิ้มบางปรากฏให้เห็นเหนือริมฝีปากมิโกะชุดแดง เส้นผมสีอ่อนถูกพัดพลิ้วไปตามสายลม ถึงข้าจะปีนขึ้นไปมองจากความสูงเดียวกับท่าน แต่ภาพที่ข้าได้เห็นก็ไม่มีทางจะเป็นภาพเดียวกันกับที่ท่านเห็น

ทำไมล่ะ?

เพราะข้าไม่ใช่ท่าน

คำตอบเรียบง่ายมักแฝงความนัยอย่างล้ำลึกสมดั่งกับตัวเจ้าของคำตอบ เมื่อมิโกะจันทราไตร่ตรองดูครู่หนึ่งจึงล้มเลิกความคิดที่จะคะยั้นคะยอชักชวนอีกฝ่ายไปจนสิ้น

ไม่ได้อยากจะรบกวนการหย่อนใจของท่านหรอกนะ แต่ข้ากำลังหวังว่าท่านจะลงมาเร็วๆ

คำพูดชวนสะกิดใจจนคนฟังต้องก้มลงสบตา ภายใต้แสงแดดที่ช่วยทอประกายให้ นัยน์ตาสีม่วงดูสดใสงดงามยิ่งกว่าอัญมณีใดๆ ในโลกนี้

ในเมื่อไม่สามารถขึ้นไปอยู่ที่ความสูงเดียวกับท่านได้ ข้าก็ได้แต่หวังว่าท่านจะเป็นฝ่ายลงมาหาข้าแทน....

มิโกะแห่งแสงสุริยันยื่นแขนขึ้นรอเอื้อมคว้า ราวกับกำลังเฝ้าคอยสัมผัสจากมือของผู้ที่อยู่บนยอดไม้

การที่คิดเช่นนี้....ท่านว่าข้าเห็นแก่ตัวเกินไปไหม...จูอิกิ?

<ไม่เลยสักนิด เพราะท่านขานนามของข้า!> คนถูกเรียกชื่อแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจขณะเร่งไต่ปีนลงจากยอดไม้สูงโดยไว คล้ายกับอดใจรอให้ถึงพื้นเพื่อจะได้เกาะกุมมือที่ยื่นส่งมาให้นั้นแทบไม่ไหว

มือที่เล็กกว่านั้นให้สัมผัสอุ่นและอ่อนนุ่ม ท่านสุริยันนั้นอ่านและเขียนตำราอยู่เป็นประจำทุกวัน หากได้ดึงสองมือนี้เข้ามาใกล้ใบหน้า ข้าจะได้กลิ่นหอมของกระดาษไม้จันทน์จากปลายนิ้วนั้นไหมนะ...

ความคิดอันไม่เหมาะไม่ควรในใจ ทำให้เจ้าตัวหน้าร้อนผ่าวขึ้นอย่างกระทันหัน

มือท่าน....เป็นแผล.... เสียงกระซิบเบาจากหญิงสาวอีกคนดึงความสนใจกลับมายังมือของตนที่ถูกเกาะกุม

แค่ถลอกนิดหน่อย....เรื่องปรกติเวลาปีนต้นไม้น่ะท่าน

เช่นนั้นก็อย่าได้ปีนมันอีก น้ำเสียงหวานสั่งห้ามอย่างถือสิทธิ์ ข้าไม่อยากเห็นท่านต้องบาดเจ็บอีก จูอิกิ

คนสั่งยังกุมมือเธอไว้อย่างทะนุถนอมไม่ยอมปล่อย หากเพียงแค่แผลเล็กน้อยแบบนี้ยังได้รับการปฏิบัติดูแลถึงเพียงนี้ บางทีเธอน่าจะเลิกใส่ใจความปลอดภัยของตัวเองไปเลยท่าจะดี

รับทราบ ข้าสัญญา คนมือเป็นแผลพยักหน้าตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะเสียใจสักนิดที่ต้องสละงานอดิเรกเพียงหนึ่งเดียวที่มีเพื่อคนตรงหน้าคนนี้

มาเถอะ ให้ข้าทำแผลให้ก่อนจะถึงเวลาฝึกวิชาของท่านเจ้าของมือเล็กส่งยิ้มละไมให้พร้อมสายตาที่อ่อนโยน ฝ่ายเจ้าของแผลก็ส่งยิ้มเช่นเดียวกันตอบกลับ เป็นรอยแย้มยิ้มที่ยังความอบอุ่นเข้าไปทั้งใจ

ในชีวิตนึงๆ ของมนุษย์ทุกผู้ ย่อมต้องมีบุคคลผู้แสนสำคัญยิ่งเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ผู้ซึ่งเราจะยอมสละให้ได้ทุกสิ่ง ยอมทิ้งได้ทั้งศรัทธา ความเชื่อ หรือแม้แต่ชีวิต... ณ วินาทีนี้ หญิงสาวในชุดมิโกะสีม่วงมั่นใจยิ่งแล้วว่า เจ้าของมือที่จับจูงไปด้วยกันในตอนนี้ ย่อมต้องเป็น ใครคนนั้น เพียงคนเดียวของเธออย่างแน่นอน

เทพอาจลิขิตไว้เช่นนี้ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะถือกำเนิดขึ้นก็เป็นได้

จูอิกิ นามสามัญธรรมดาอันหมายถึงชีวิตที่เกิดในเดือนสิบ ไม่มีความหมายอื่นใดมากไปกว่านั้น หากก็เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธออันมีมาแต่กำเนิด และหมายรวมไปถึงความเป็นมนุษย์

เมื่อได้ยินชื่อนั้นออกจากปากของคนตรงหน้าก็เท่ากับว่าได้รับการยอมรับในตัวตนอันจริงแท้ที่มิใช่ฐานะแสร้งสมมติ สิ่งนี้คือสิ่งที่เธอเฝ้าปรารถนามาตลอด... ดังนั้นแล้ว สินมีค่าอื่นใดก็ไม่อาจมาเทียบแทนของขวัญสำหรับวันเกิดครบอายุครบสิบหกที่ได้รับในวันนี้ได้...

ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ เธอรู้สึกขอบคุณเทพอาเมะโนะมุราคุโมะจากก้นบึ้งของหัวใจ


บทที่ 2

หญิงสาวผมสีราตรียืดหลังตรงและเหนี่ยวแขนไปด้านหลัง สายตาเย็นเยียบคมกริบจับจ้องไปยังจุดสีดำที่อยู่กลางเป้า

ลูกธนูพุ่งทะยานออกไป บินแหวกฝ่าอากาศไปยังเป้าหมาย

น่าเสียดาย...ลูกธนูพลาดจากจุดศูนย์กลางที่เล็งไปปักอยู่ตรงขอบด้านข้าง

เธอย่นคิ้วอย่างสงสัย แล้วถอนหายใจเบาๆ ผ่านริมฝีปากแดงอันงดงามนั้น

ศาสตร์แห่งจาปเวทนั้นมิใช่ขอสักแต่ยิงให้เข้าเป้า หากแต่เป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อเลื่อนขั้นสู่จิตสมาธิอันเป็นสภาวะสูงสุด ที่เรียกว่า ไร้จิต ท่านอาจารย์กล่าวดังเช่นทุกครั้งพร้อมถอนใจ

.....ค่ะ ท่านอาจารย์

แม้ปากจะตอบรับว่าใช่ แต่ในใจยังมีคำถาม อะไรคือสภาวะไร้จิต? หมายถึงการที่ไม่มีความคิดใดล่องลอยอยู่ในใจเลยกระนั้นหรือ? จะทำได้อย่างไร ตราบเมื่อข้าเองก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ในใจเต็มไปด้วยความคิดอันนานาดังเช่นที่คนอื่นเป็น?

บางทีข้าอาจไม่เหมาะที่จะเรียนศาสตร์แห่งธนูกระมัง

วันนี้พอแค่นี้ คืนนี้ขอให้เจ้าจงไปตั้งจิตทบทวนให้ดี

ค่ะ ท่านอาจารย์ ขอบคุณที่กรุณาชี้แนะ

เธออดรู้สึกผิดไม่ได้ขณะมองส่งตามหลังอาจารย์ของตนที่กำลังเดินออกไปจากโรงฝึก ด้วยรู้ตัวเองดีว่า แม้จะใช้เวลากี่คืนต่อกี่คืน ก็ไม่มีทางตั้งสมาธิเข้าสู่สภาวะไร้จิตดังที่ท่านอาจารย์หวังได้

เพราะตอนนี้เธอคิดถึงแต่เรื่องของคนคนหนึ่งอยู่เต็มหัวใจ หลังเก็บรวบรวมลูกธนูและคันศรอย่างเงียบๆ ก็ก้าวออกจากโรงฝึกด้วยความรู้สึกแสนสับสน

เจ้าตัวเองก็ไม่อาจบอกได้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ที่ใบหน้าหวานซึ้งนั้นปรากฏขึ้นพร้อมกับจังหวะเต้นของหัวใจที่ถี่แรงของเธอนี้ ราวกับทั้งสองสิ่งได้เชื่อมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้เธอจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เหตุใดจึงส่วนลึกของจิตวิญญาณยังเพรียกหาร่ำร้อง แม้แต่ยามที่ได้จ้องลึกสบกับนัยน์ตาม่วงงดงามคู่นั้น?

ข้าปรารถนา โหยหา และเฝ้ารอในสิ่งใดกัน?

อ๊ะ ฝึกเสร็จแล้วเหรอ? ทันทีที่เปิดประตูเข้าสู่ที่พำนัก รอยยิ้มและเสียงอันอ่อนโยนก็ดังขึ้นต้อนรับ ส่วนเธอนั้นได้เพียงแต่ยิ้มบางๆ อย่างขมใจขณะปิดเปลือกตาลงอย่างสิ้นท่า

ใช่แล้ว นี่ล่ะ ทั้งหมดที่ข้าต้องการ --เพียงแค่รอยยิ้มและสำเนียงขับขานของท่านเท่านั้น... ท่านสุริยัน...

ขอโทษที่ทำให้ท่านต้องคอย

เมื่อสักสองสามวันก่อน มิโกะทั้งสองได้ใช้เวลาหลังจากการฝึกช่วงเย็นของแต่ละคนเพื่อพบปะกัน แรกทีเดียว ก็เพราะมิโกะจันทรานำเอาคัมภีร์และตำราหอบใหญ่มาปรึกษากับมิโกะสุริยัน หลังจากนั้นโดยมิต้องตกลงด้วยวาจา ก็เป็นอันเข้าใจกันว่า ทั้งคู่น่าจะใช้เวลาช่วงนี้สนทนาเรื่องที่ได้เจอมาในแต่ละวันก่อนจะถึงเวลาเข้านอน

บางครั้งก็เพียงต่างคนต่างนั่งโดยมิต้องพูดอะไรให้มากความ ฝ่ายมิโกะสุริยันก็นั่งอ่านคัมภีร์ในมือไป โดยมิโกะอีกคนก็เพียงแต่นั่งมองอยู่เงียบๆ

เพียงแค่นั้นก็ยังความรู้สึกอิ่มเอิบปลาบปลื้มให้เธอจนล้นใจแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีทางเลยที่จะทำสมาธิให้เข้าถึงสภาวะไร้จิตอะไรนั่นได้

...แผลที่มือท่านเมื่อวันก่อนหายดีแล้วหรือยัง? มิโกะสุริยันส่งมืออย่างอ่อนโยนดึงให้อีกฝ่ายนั่งลง แล้วใช้ปลายนิ้วไล้บนผ้าพันแผลอย่างเบามือ

อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟไหลผ่านจากผ้าพันแผลแล้ววิ่งแล่นไปทั่วร่าง อะ...อืม ไม่เจ็บแล้วล่ะ

มิโกะสุริยันคลี่ยิ้มอย่างพอใจ เช่นนั้นก็ดีแล้ว....

โดยมิคาดฝัน มิโกะสุริยันดึงมือที่มีแผลนั้นขึ้นแล้วกดประทับด้วยริมฝีปาก จันทราของข้า...ข้าไม่อยากเห็นมือนี้ต้องเป็นแผลอีก...

สัมผัสนุ่มยังผลให้แก้มคนเป็นแผลขึ้นสีแดงเรื่อ ข..ข้าจะระวัง คืนนี้ดูมิโกะสุริยันแปลกไปจากทุกที ด้วยเดิมทีมิใช่ผู้ที่ชอบการสัมผัสอย่างรักใคร่เช่นนี้

จูอิกิ...ข้ามีสิ่งหนึ่งที่อยากจะถามท่าน.... มิโกะสุริยันยังกุมมือไว้ไม่ปล่อย ซ้ำยังรั้งร่างบางนั้นให้เข้ามาชิดใกล้... ใกล้เสียจนมองเห็นเงาสะท้อนของกันและกันในดวงตาของอีกฝ่าย ท่านปรารถนาจะปกป้องผืนพิภพนี้ไว้หรือไม่?

อะไรกัน คำถามแบบนี้? มิโกะม่วงมองหน้าอีกฝ่ายอย่างพยายามจะหาคำตอบ มันเป็นหน้าที่ของพวกเราไม่ใช่หรือท่าน....? ลมหายใจอุ่นหอมหวานจากมิโกะร่างเล็กที่ราดรดใกล้ใบหน้า เป็นสัมผัสที่ชวนให้อยากแนบชิดเข้าไปมากกว่านี้แม้อีกเพียงนิด

หากไม่ใช่เพราะหน้าที่แล้ว ท่านยังต้องการจะปกป้องอยู่หรือไม่? แม้ว่าจะต้องสละสิ่งใด แม้จะต้องทนทุกข์ทรมานเพียงไรก็ตามทีกระนั้นหรือ? มิโกะสุริยันถามด้วยโทนเสียงต่ำ ดวงตาสีม่วงลึกลับจับจ้องดั่งจะบอกให้อีกฝ่ายถามใจตนให้แน่ชัดก่อนตอบ

ข้าจะทำเช่นนั้นหรือเปล่านะ? มิโกะจันทราไตร่ตรอง ...หากไม่เพราะเป็นผู้ที่เทพเจ้าเลือกมาแล้ว ข้าจะยังอยากปกป้องโลกนี้อยู่หรือไม่?

ถ้าไม่...ท่านสุริยันเล่าจะเป็นเช่นไร? นางคงต้องแบกรับสิ่งนี้เพียงคนเดียว.... ความคิดนี้ช่างทิ่มแทงและเจ็บปวด มิโกะจันทราไม่ต้องการให้คนตรงหน้าต้องเดียวดายอยู่เพียงลำพัง

เธออยากจะปกป้องโลกนี้ โลกที่มิโกะสุริยันจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข

ข้าจะปกป้อง มิโกะจันทราตอบอย่างแน่วแน่ นัยน์ตาสีน้ำเงินมุ่งมั่นที่จ้องตอบกลับไปยังนัยน์ตาม่วงนั้นไร้ซึ่งความลังเล

ริมฝีปากของมิโกะชุดแดงแย้มยิ้มบางเบา ขณะที่นัยน์ตาฉายความเศร้าขม ช่างเป็นสีหน้าที่ยากเกินจะเข้าใจยิ่งนัก

ทั้งยังทำให้คนมองรู้สึกเหมือนใจถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ

เธอจึงขยับมือข้างที่เป็นอิสระขึ้นสัมผัสแก้มคนตรงหน้า ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?

ท่านเพียงแค่เอ่ยในสิ่งที่ข้ารู้อยู่แล้วออกมาเท่านั้น มิโกะร่างเล็กตอบอย่างอ่อนโยน แล้วแนบแก้มใสไล้ลงบนฝ่ามืออุ่นนั้นอย่างโหยอาลัย... ข้าชอบมือของท่าน...ทั้งอบอุ่นอ่อนโยนและช่างใส่ใจ....เช่นเดียวกับตัวท่าน....

ก่อนที่เจ้าของมืออุ่นจะทันได้คิดตอบอะไร ร่างเล็กก็ขยับชิดเข้ามาใกล้แล้วประทับจุมพิตที่ริมฝีปาก สัมผัสอ่อนนุ่มหอมหวานที่อวลด้วยอายของแสงตะวัน นำพามาซึ่งความรู้สึกหวานอ่อนโยนและแสนสงบ ราวกับถูกพรั่งพรมด้วยสายฝนที่โปรยปรายลงมาใต้แสงอาทิตย์ยามบ่าย

ดั่งได้พบกับสถานที่พักพิงใจหลังร่อนเร่โหยหามานานนับศตวรรษ สองมือที่ถูกปล่อยจากการเกาะกุมเคลื่อนไปโอบเอวบางของคนตรงหน้าโดยมิได้สั่ง ทั้งริมฝีปากก็เข้าถือครองร่างกาย ปล่อยใจไปกับจุมพิตปรารถนาอันโหยกระหายในรสสัมผัส...

...พร้อมกับค่อยๆ ตอบคืนความหวานด้วยความรู้สึกและรสจูบแบบเดียวกัน

....จูอิกิ...... น้ำเสียงหวานอันคุ้นหูชวนให้เสน่หาเคลิบเคลิ้มกว่ายามปรกติ ด้วยถูกขับออกมาพร้อมเสียงลมหายใจระทวยสั้นที่ขาดห้วง ......รัก...

ร่างเล็กอิงแอบเข้ามาแนบชิด มอบสัมผัสนุ่มจากอกอุ่นที่อวลอายด้วยกลิ่นหอนหวานของสตรี พร้อมเข้าขยับเบียดคลึง จุดไฟปรารถนาให้โหมไหม้ในกายของอีกฝ่าย

ริมฝีปากเลื่อนไล้ไปตามซอกคอ ร่างเล็กที่เป็นฝ่ายรุกหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะซุกไซ้เล็มเลียจุดไวสัมผัสด้วยปลายลิ้นนุ่มร้อน มอบความรู้สึกที่ดั่งจะทำให้ร่างกายแทบหลอมละลายไปกับพื้น

มิโกะชุดแดงขยับกายขึ้นทาบทับจากด้านบน ข้ารักท่าน .....รู้ไหม ...จูอิกิ เส้นผมสีทองพลิ้วลงเหนืออก คละเคล้าไปกับเส้นผมสีราตรี.

อีกฝ่ายผงกศีรษะช้าๆ อย่างไม่แน่ใจ ทั้งยังไม่สามารถคุมจังหวะในอกที่เต้นแรงและลมหายใจที่หอบถี่ให้เป็นปรกติได้

เจ้าของดวงตาสีม่วงเป็นประกายงดงามจับจ้องลงมา.... พร้อมก้มมอบจุมพิตให้กับอีกริมฝีปาก โดยใช้มือหนึ่งรับน้ำหนักตัวเองไว้ อีกมือที่เป็นอิสระโลมไล้ไปตามเอวคอดของหญิงสาวที่ทอดกายอยู่เบื้องล่าง

เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้มาก่อน ....ร่างเล็กตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาอันเกินระงับ ดั่งเปลวไฟที่เผาไหม้ลุกโชน แต่ก็ไม่สามารถบอกได้เช่นกันว่าราคะนี้ถูกจุดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร

ชุดมิโกะสีม่วงถูกปลดเปลื้องออกจนสิ้น สิ่งที่คลุมบังผิวเปล่าเปลือยมีเพียงเนื้อนวลที่เผยอยู่ใต้ชุดมิโกะสีแดงที่หลุดลุ่ย เสียงครวญอย่างพึงใจดังขึ้นเบาๆ ยามสองร่างเบียดชิดกัน...

......จูอิกิผู้แสนอ่อนโยน.....ข้ารักท่าน---- ร่างด้านบนออกแรงกดสะโพกเบาๆ อย่างเป็นนัย อีกฝ่ายรับรู้ได้และค่อยๆ ขยับขาเปิดออกตามที่ขอ

แม้พยายามกดกัดริมฝีปากไว้ ก็มิอาจระงับเสียงหายใจหอบรัญจวนที่เล็ดลอดออกมา

จูอิกิของข้า จันทราของข้า.... มิโกะผมสีชายกศีรษะขึ้นแล้วสบลึกลงในดวงตาพิสุทธิ์ใสสีน้ำเงิน จากนั้นจึงคลี่ยิ้มอ่อนโยนพร้อมบรรจงประทับจุมพิตลงบนหน้าผาก ......แสงอันอบอุ่นของข้า.....

....ท่านสุริยัน....อ..อือ...

เธอเองก็อยากจะบอกเช่นกันว่ารักและเทิดทูนอีกฝ่ายขนาดไหน หากแต่ทั้งความคิดและคำพูดถูกกลบกลืนหายไปในรสจูบที่พรมลงมาไม่ขาด ...จุมพิตแล้วจุมพิตเล่า.... ร่างกายเริ่มทำตามสัญชาตญาณ ขาเกี่ยวกระหวัดกับขา ริมฝีปากแลกมอบจุมพิตด้วยรัก ผิวกายเปียกชื้นทำให้ร่างร้อนทั้งสองกอดกระหวัดแนบแน่นจนมิอาจแยกจากกัน

จันทราของข้า.... เสียงกระซิบแผ่วเบาราดรดลงมาพร้อมๆ กับปลายลิ้นที่และเล็มติ่งหู มือเล็กที่แสนคุ้นเคยขยับไล่สำรวจไปตามใจในจุดอ่อนนุ่มที่เธอไม่เคยให้ใครล่วงล้ำสัมผัส ข้ารักท่าน.....

น้ำเสียงดั่งกดกลั้นอยู่ในลำคอฟังดูแสนระโหย จะด้วยเพราะติดตรึงอยู่ในราคะรักก็หาใช่ไม่... เสียงนั้นช่างแสนเศร้าสะอื้น.... ดวงตาสีน้ำเงินเหลียวมองดูใบหน้าเจ้าของเสียง ยังมาซึ่งความไม่คาดฝัน...ใบหน้าของผู้เป็นที่รักนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา

รักมาตลอด....... จุมพิตหวานล้ำยาวนานลบล้างความเจ็บปวดจากที่ร่างกายถูกรุกล้ำไปจนสิ้น

น้ำตาใสจากดวงตาสีม่วงหยดหยาดและไหลรินลงระหว่างริมฝีปากทั้งสอง ณ วินาทีนั้นหญิงสาวเบื้องล่างไม่อาจแน่ใจว่าเพราะรสจูบดั่งกระหายหรือหยาดน้ำร้อนใสนี้กันแน่ที่ทำให้ริมฝีปากรู้สึกประหนึ่งถูกเผาผลาญ

ในวินาทีที่ความรู้สึกทั้งหมดขมวดเกลียวจนถึงที่สุด เธอรู้สึกราวกับว่าท่านสุริยันอยู่ในที่ไกลออกไป...ไกลเสียจนแม้แต่สัมผัสและอ้อมกอดแนบแน่นด้วยรักนี้ก็มิอาจเหนี่ยวรั้งไว้

ขอโทษ..... เสียงแผ่วเบาเอ่ยจากริมฝีปากงาม ข้าขอโทษ....ข้าเสียใจ..... หยาดน้ำใสไหลจากตาเป็นสาย และน้ำตานี้หลั่งเพื่อความเจ็บปวดของคนตรงหน้าหาใช่เพราะความเจ็บปวดของตนไม่

เจ้าของผมสีชาลูบเส้นผมสีราตรีที่ชื้นเหงื่อพร้อมสวมกอดอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลม มีเหตุใดที่ท่านต้องขอโทษด้วยหรือ? ต่างกับเมื่อครู่ก่อน น้ำเสียงหวานยวนเย้ากลับเป็นเสียงเรียบสงบดั่งยามปรกติ

...ชื่อของท่าน..... แม้กำลังสะอื้นขัดในลำคอ ฝ่ายถูกถามก็พยายามเปล่งเสียงออกมาเป็นคำได้ในที่สุด ...ข้ายัง.....เลือกชื่อให้ท่าน...ไม่ได้เลย....

ความเจ็บเศร้าลึกล้ำถาโถมเข้าในใจและถ่ายทอดออกมาทางดวงตาสีม่วง หยาดน้ำใสไหลรินลงอีกครั้ง

ข้าไม่เคยมีชื่อ ร่างเล็กก้มซับน้ำตาของคนตรงหน้าด้วยจุมพิต แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้น้ำตาของตนหยดตกลงแทน ข้าไม่เคยได้ใช้ชีวิตที่เป็นชีวิต จนกระทั่งได้พบกับท่าน.... นับเป็นโชคที่ได้เป็นอีกครึ่งชีวิตของท่าน เท่านี้ก็ถือเป็นของขวัญที่มีค่าเกินกว่าจะหาใดเทียบ...

คำสารภาพจากใจคนตรงหน้าซึมลึกเข้าไปถึงในอก สิ่งที่เธอพอจะทำให้อีกฝ่ายได้ในขณะนี้คือการกอดกระชับร่างเล็กผู้เป็นเจ้าของวิญญาณอีกครึ่งของเธอไว้เท่านั้น แสงตะวันของข้า....แสงสว่างของข้า....โปรดอย่าจากข้าไปไหน--- กล่าวได้เพียงเท่านั้น ริมฝีปากก็สั่นจนต้องกัดกลั้นไว้

เหลวไหล....ข้าไม่หายไปไหนหรอก

เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายจมูกของผู้เป็นที่รักถูแนบลงบนแก้มเธอจึงยิ้มออกมาได้

ข้าไม่ไปไหนหรอก จูอิกิ....อย่ากลัวไปเลย ต่อจากแก้มใส เสียงหวานก็กระซิบลงข้างหู พร้อมจุมพิตซอกไซ้และใช้ปลายลิ้นเล็มเลียไปอย่างซุกซน

มือเรียวขาวเอื้อมขึ้นทาบทับเหนือเนินอกที่เผยอยู่ใต้ชุดผ้าแดง ข้าอยากเป็นฝ่ายสัมผัสท่านบ้าง.... ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนตราประทับสุริยันที่ปรากฏเหนือหว่างอกอีกฝ่ายอย่างแสนรัก

...ช่างร้อนและแผดเผา ปลายนิ้วรู้สึกถึงอุณหภูมิจากร่างเล็กยามไล้นิ้วไปบนผิวนุ่ม ร้อนเสียจนคิดว่ากำลังยื่นมือไปแตะต้องดวงตะวัน

เสียงครวญรัญจวนจากร่างเล็กดังลอดให้ได้ยินที่ข้างหู แม้เจ้าตัวพยายามกดกัดริมฝีปากไว้อย่างสุดกำลังก็ตาม ก่อนมือเรียวขาวจะสำรวจไปไกลกว่านั้นก็ถูกมือเล็กกว่าหยุดรั้งไว้

จูอิกิ ข้าเองก็อยากให้ท่านสัมผัสเช่นกัน.... ร่างเล็กยกฝ่ามือที่ยึดไว้แตะประทับด้วยริมฝีปากอย่างอ่อนโยน แต่ไม่ใช่ตอนนี้ วันนี้ท่านเหนื่อยแล้ว พักผ่อนเสียเถอะ

แต่-----

ชี่...... คำอ้างเถียงถูกหยุดไว้ด้วยริมฝีปาก นับแต่พรุ่งนี้ไป ทั้งหมดของข้าจะเป็นของท่าน... นัยน์ตาสีม่วงมองสบกับนัยน์ตาสีน้ำเงิน ร่างเล็กคลี่รอยยิ้มและกล่าวต่อ วางใจเถอะ นี่มิใช่เพียงแค่สัญญา หากแต่เป็นสิ่งที่ข้าเฝ้าคอยเช่นกัน

ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องคนตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยอมล่าถอย ด้วยทั้งความยินดี ทั้งมีผู้เป็นที่รักในอ้อมแขน ช่างเป็นความรู้สึกที่มั่นคงและทำให้ใจสงบยิ่ง ในไม่ช้า... เธอจึงค่อยๆ เคลิ้มหลับลงจนสนิท

...วางใจเถิด จันทราแห่งข้า....นับแต่หลังพรุ่งนี้ไป ท่านจะไม่ต้องเสียน้ำตาเพื่อข้าอีก

...แม้แต่ดวงจันทร์ที่ลอยอยู่เหนือฟ้าเบื้องนอกก็ถูกบดบังด้วยเมฆามืด จนไม่อาจจับถ้อยกระซิบสุดท้ายของดวงสุริยัน....


เสียงอลหม่านอื้ออึงด้านนอกปลุกให้เธอสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราอันแสนหวาน

เจ้าตัวตื่นขึ้นด้วยอาการงงงวย แต่เมื่อมองเห็นฟูกนอนอีกผืนที่ปูวางอยู่ข้างตัว ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ค่อยๆ ปรากฏคืนขึ้นมาเป็นลำดับ จากนั้นจึงรีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยอยากพบมิโกะสุริยันให้ได้โดยเร็วที่สุด

เพื่อยืนยันว่าเรื่องคืนมิใช่เพียงความฝัน เพื่อยืนยันว่าใจของทั้งสองต่างมั่นคงจริงแท้ต่อกัน

ทันทีที่เปิดประตูออก กลับได้ยินเสียงกรีดร้องโกลาหลของผู้คนที่หวีดก้องในอากาศ

ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีดำมืด ดวงตะวันถูกเมฆาอนธการอันหนาหนักเข้ากลืนกิน

นี่มัน....... เธอเบิกตากว้างมองท้องฟ้าอย่างตระหนก หวาดเกรงเกินกว่าจะกล่าวในสิ่งที่ตาเห็นออกมาเป็นคำพูด

สุริยคราส น้ำเสียงไพเราะทว่าเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันตามเสียงนั้นไปก็พบกับคนที่เธออยากเจอมากที่สุดในขณะนี้ ท่านสุริยัน... เร่งมือเตรียมการเถอะท่านจันทรา-----เวลาชี้ขาดกับเหล่าโอโรจิได้มาถึงแล้ว

น้ำเสียงสั่งการนั้นแสนเด็ดขาดและเย็นเรียบ เธอไม่อาจกล่าวอะไรตอบไปได้ขณะมองมิโกะในชุดแดงที่ถือดาบคาตานะสีดั่งเลือดตรงหน้า

บรรยากาศรอบกายถูกทาทับปนเปื้อนด้วยความสกปรกมืดมัวชวนอึดอัด

.....รับทราบ ท่านสุริยัน


โปรดติดตาม The Fantasy of Last Life III - The Solitay Moon Arching over the Sky (Final Chapter) ได้ใน entry ต่อไป

Translator's Note:

ชื่อตัวละคร สถานที่
ในฉบับภาษาอังกฤษใช้ 'Otobashi shrine'
ในที่นี้ขอเปลี่ยนไปใช้ 'ศาลเจ้าโอโตทาจิบานะ' ตามแบบอนิเมแทน
ส่วน 'โอโรจิ ดาบเทพอาเมะโนะมุราคุโมะ คาตานะ' ขอทับศัพท์เช่นเคย

เอิ้ก~...ตอน 2 เป็นตอนที่หนักใจมาก ส่วนที่แปลติดตรงไหนนั้น คาดว่าท่านๆ คงจะพอเดาออก ใช่แล้ว ฉากอ๊างนั่นเอง (ฉากอ๊างก็ฉากอย่างว่านั่นล่ะท่าน แอบเรียกกันกับฝ่ายตรวจความเรียบร้อย^^") เกิดมายังไม่เคยแปลหรือเขียนอะไรเช่นนี้มาก่อน ถึงจะเคยแปลโดจินก็เหอะ นั่นก็แค่แปลบทพูด แต่ไม่เคยต้องบรรยายเป็นฉากๆ แบบนี้นะค้า o(T T)o ความยาว 2 หน้า A4 นี้เลยกินเวลาไปกว่า 5 วัน ส่วนตอนต้นๆ กว่า 8 หน้านั่นวันเดียวเสร็จ (มั่วไปแต่ไม่รอดสายตาฝ่ายตรวจสอบ ฮา)

จริงๆ ก็ชวนให้ปวดหัวทั้งเรื่องนั่นแล ภาคภาษาอังกฤษสรรคำมาสวยมากจนรู้สึกท้อไปบ้าง แต่มันก็เสร็จออกมาแล้วล่ะเนอะ ^^"/\
ใครมีคำแนะนำก็โปรดแปะลงไว้นะขอรับ ไม่ตามไปเผาบ้านหรอกน่า~

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้อรรถรสที่ครบสมบูรณ์ อย่าลืมไปลองอ่านภาคอังกฤษด้วยนะท่าน
ตาม >>ลิ้งค์นี้<<XD/ เราเชียร์สุดใจขาดดิ้น

วี๊~~~~~~~ ตอนหน้าก็จะจบแล้ว ขอความกรุณาติดตามอ่านกันต่อไปด้วยเน่อ ><
ถ้าจะให้ดีขอคอมเม้นท์ด้วย แฮ่ๆ XD

/meกรอกกระทิงแดงเข้าปาก 2 ขวดรวด ...แล้วหลับ... zzz


edit @ 2006/09/21 16:27:12 มาเพิ่มลิ้งค์ตอน 2 และ 3 จนจบ
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ทำฟิคหักโหมจนเป็นห่วงไปตามๆกัน ไปนอนได้แล้ว จิ้วๆ

สำหรับบท Solitary Moon นี้เราได้ editor เพิ่มมาอีก 1 ท่านคือคุณ Mukiki มาเพื่อ QC ความ***
<<<< ความ K - ..-)b

ว่าไหนล่ะ "ฉากแลกแข้ง" - 3-)/
#1  by  Mukiki At 2006-07-08 19:14, 
เฮือกกก ซับเลือดจนหมดไป1โหล วายโคตรๆๆๆ เหอๆๆๆ แว่บนึงนึกว่าจิคาเนะจังจะเปลี่ยนเปน SM 55555
/me เผ่น
#2  by  ルイ (rui) At 2006-07-08 20:20, 
สุดยอดดดด แปลได้สุดยอดมากๆเลยคะท่านอาจารย์
ช็อคตายคาคอม วายได้ใจมั่กเลย - -b เย้! จิคาเนะรุกบ้างจี้ๆๆ >o<
#4  by  †.: P At 2006-07-08 20:46, 
เลือดวายพรวดพุ่งเต็มจอคอม
/me ตายคาคอมไปแล้วงับ

แปลได้ยอดมากเลยท่าน นับถือ >_<d
#5  by  ~ยัยYร้ายaor-chan~ (58.8.151.216) At 2006-07-08 21:09, 
ไม่ได้มานานบล็อกสวยจังเลยค่ะ อย่าหักโหมแปลฟิคมากไปนะเดี๋ยวไมสบาย
แต่อยากอ่านเร็วๆๆ....อิๆๆๆ
#6  by  Shun Kung At 2006-07-08 21:37, 
แปลได้สุดยอดมากฮ่ะ = =b
ฉาก..นั่น....จิ้นออกเป็นฉากๆเลยแฮะ..
(นั่งเช็ดเลือดที่หน้าจอคอมรอตอนต่อไป)
#7  by  toma At 2006-07-08 22:53, 
สนุกๆชอบค่ะ รอ ตอนต่อไปโย่วๆ สู้ๆ
#8  by  catastrophe At 2006-07-09 00:16, 
เวงกำ อ่านแล้วลืมเม้น _ * _

ขออภัย จิ้นเอ้ย ช็อคนานไปหน่อย สุดยอดแห่งการแปลเลยขอรับ อะโห...สัมผัสในและการใช้คำ
#9  by  Blood Lust Vampyre (::[o]::) At 2006-07-09 13:15, 
อุ๊ง~ ตื่นมาอย่างสดใส แต่ก็ปาเข้าไปซะเที่ยง
โชคดีที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์นะนี่

#1 ท่านมง ไปนอนอืดมาตามคำบัญชาแล้วขอรับ ' '\
ว่าแต่...ฉากแลกแข้งเรอะ จัดให้!!
-xxxxxx <-- นี่พิมพ์ไปแล้วเปลี่ยนใจลบออกดีกว่า กลัวโดนประชาทัณฑ์^.^''

/me ชี้ไปที่ # 2 3 4 5 7 แล้วตะโกน Wahhh! Hentaijintachi!! ท่านอ้อ เรนซัง รุยซัง tomaคุง ไนท์แมร์ซัง(เฮ้ มีใครอายุยังไม่ถึงรึเปล่า o_O!) คนเค้าอุตส่าห์พยายามแปลไม่ให้หื่น แต่ไฉนพากันบริจาคเลือดซะงั้นเล่า แต่ก็ขอบคุณสำหรับเลือดนะท่าน ฮา

#6 Shunซัง ขอบคุณที่เป็นห่วงคร้าบ ง๊าว~ซาบซึ้ง~

#8 catastropheซัง ตอนต่อไปคืออะไรหว่า ป๊อง~ (ดองซะงั้น)

เฮ้อ ตอนนี้ทุกคนไปเที่ยวงานกระโดดกันหมดสินะ จะนอนกลิ้งรอดูรูปเน่อ
#10  by   At 2006-07-09 13:18, 
#9 อ๋า! ทำท่านแวมตกหล่น เก็บขึ้นมาๆ
ง่า...ไม่ได้แปลดีขนาดนั้นหรอกท่าน ต้นฉบับเค้าเขียนมาดีมากกว่า >.<\\

/me อายม้วนเป็นก้อนกลมๆ แล้วกลิ้งหนีไป
#11  by   At 2006-07-09 13:20, 
นอกเรื่องนิดค่ะ คุณEst มีวิธีทำ แบล็กกราวไม่ให้ลื่อนแบบที่คุณทำมัยอยากทำบ้างค่ะ เพราะบล็อกคุณงามๆๆจริงชอบ
#12  by  Shun Kung At 2006-07-09 16:18, 
อ่าน2ตอนรวด แปลได้สุดยอดมากเลยค่ะ

ตอน2นี่..วายดีจริงๆ โฮกกกกกกกกก

กระดาษทิชชู่หมดไปหลายม้วนแหล่ว
#13  by  airia At 2006-07-09 18:27, 
ตอนใหม่วายได้ใจมาก
ตอน 8 ในมิโกะที่จิคาเนะทำอย่างงั้นเพราะสัญญาตอนนี้สินะ
#14  by  Zero_จัง (203.118.84.13) At 2006-07-09 23:40, 
#12 Shunซัง ไปตอบไว้ให้ที่ blog ท่านแล้วนะคร้าบ m(_ _)m

#13 airia งั้นติดตามตอนต่อไปด้วยน๊า~

#14 ท่านซีโร่ คิดได้ไงอ่ะท่าน XD"
#15  by   At 2006-07-10 18:03, 
หนู 17 แล้วน้า T_T
เพราะงั้นขออ่านล่ะน้า

(17 ทางใจ ยืมมุขซาตะซังมาเล่นล่ะนะ)

ยอดเยี่ยม T_T เตรียมเอาเต๊นท์มากางบล็อกนี้ล่ะ
#16  by  Kcard~ At 2006-07-10 21:16, 
#16 น้องแบร์อายุยังไม่ถึงนะคะ ต้องจับไปส่งให้ท่านอ้อลงโทษ :P
#17  by   At 2006-07-14 18:30, 
พยายามเข้าน่ะ จะคอบติดตามตอนต่อไปนะฮับ
#18  by  Parue (203.188.35.81) At 2006-07-26 02:48, 
คนแปลเก่งมั่กๆ สุดยอดจริงๆ เอามาแปะให้อ่านบ่อยๆนะคร้าบ จะเปนกำลังใจให้
#19  by  เนม_เนม (58.136.225.123) At 2006-10-26 11:49, 

<< Home