สวัสดีสาวกคันนะมิโกะทุกท่านขอรับ ^^
ไม่ได้อ่านฟิคด้วยกันเสียนานเลยเนอะ
หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ขณะตระเวนหาสมบัติมาใส่คลังวายก็เหลือบไปเห็นแฟนฟิคมิโกะเรื่องนี้เข้า เอ๊ะ~ชื่อไม่คุ้นแฮะ ฟิคมิโกะเรื่องนี้รอดสายตาไปได้ไงเนี่ย o[]o!! อยากเอาหัวโขกเต้าหู้ตายที่ปล่อยให้ฟิคดีๆ แบบนี้ล่องลอยไปมาอยู่เป็นครึ่งปีถึงได้อ่าน >.<!!
คืนที่โหลดมานั่งอ่านซ้ำไปซ้ำมา 5 เที่ยวรวดแน่ะ ตั้งแต่ตีสองจนเช้า ^^"
เพราะงั้นเชื่อเถอะท่าน ว่าเรื่องนี้เป็น a-must-read ที่ขอทุ่มชีวิตแนะนำเลยล่ะ~ บ้าถึงกับเอามานั่งแปลเป็นวรรคเป็นเวรเชียวนะ (แต่ก็ทำสนอง need ตัวเองใช่ใครอื่น) นั่งทำนานเป็นเดือนๆ แปลยังไง๊ยังไงก็ไม่ออกมาถูกใจที่สุดซะที แต่ก็สุดความสามารถที่มีแล้ว orz แถมเครียดจัดที่ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ผิดกับการแปลญี่ปุ่นที่โมเมง่ายกว่า (อ้าว...เลว)
เนื้อเรื่องจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ
(1) The Remnant Sun at Daybreak สุริยันทอแสงเศร้ารุ่งอุษา
(2) The Solitary Moon Arching over the Sky จันทราเสี้ยวเปลี่ยวว้างกลางนภา
(3) Final Chapter บทสุดท้ายของ The Solitary Moon
แค่แปลชื่อบทก็ลิเกได้ขนาดนี้เลยเชียว
หมดเวลาโม้ เชิญอ่านตามสบายนะขอรับ
ยินดีน้อมรับทุกๆ ความเห็น ติชมได้ตามสะดวกเลยน่อ^^
รับรองว่าจะไม่มีการตามไปเผาบ้านเด็ดขาด XD/
*ท่านสามารถอ่านภาคภาษาอังกฤษได้ที่ Shoujo-ai forum
ขอความร่วมมือ กรุณาอย่านำแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปเผยแพร่ที่อื่นก่อนได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้แปลและเจ้าของต้นฉบับ m(_ _)m
Kannazuki no Miko FanFiction
The Fantasy of the Last Life 1
~ The Remnant Sun at Daybreak ~
~ สุริยันทอแสงเศร้ารุ่งอุษา ~
Author:Faith
English Translator:Lethe
Thai Translator:Est
Thai Editor Whistler, S.Hikaru
บทที่ 1
......บนดวงจันทร์...มีศาลเจ้าร้างโบราณแห่งหนึ่งที่สถิตตั้งอยู่ คอยเฝ้าปกป้องคุ้มครองโลกมนุษย์อยู่อย่างเงียบๆ นานนับพันปี....
นี่คือตำนานที่ได้ฟังมาตั้งแต่ยังเล็ก กล่าวถึงมิโกะสองคนที่ถูกเลือกโดยเหล่าเทพเจ้า เด็กหญิงสองคนที่กำเนิดมาในวันที่เหล่าเทพดับสูญ ถูกกำหนดชะตาให้เป็นผู้แบกรับปกป้องความสงบสุขของผืนพิภพนี้ หญิงสาวพรรมจรรย์ที่สวมอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ ในมือถือดาบคาตานะ เป็นมิโกะที่งามพร้อมทั้งรูปลักษณ์และกิริยา แต่กลับเปี่ยมด้วยพลานุภาพและน่าเกรงขาม
มิโกะแห่งสุริยันและจันทรา
ซึ่งเธอเองคือหนึ่งในนั้น...
ด้วยเหตุที่เกิดมาก็จำต้องกำพร้าทั้งพ่อและแม่ การมีอยู่ของเธอจึงมิได้มีเพื่อรักและถูกรักดั่งบุตรีทั่วไป หากแต่ถูกตีตราบังคับให้เดินตามเส้นทางของมิโกะ ไม่มีแม้สิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามัญอันสงบ
ทว่าเหล่าเทพเจ้าย่อมมีเหตุผลในการที่ลิขิตชะตาให้เป็นดั่งนี้... เธอเชื่อเช่นนั้นมาตลอด
"....ท่านสุริยัน?"
เสียงกังวานใสดังขึ้นขัดจังหวะการเข้าฌาณภาวนาอันเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่ก็เป็นเสียงที่เรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าสงบขรึม
ร่างเล็กหันไปตามเสียงเรียก แม้อยู่ในท่านั่งคุกเข่าบนพื้นไม้ก็ยังดูสงบสำรวม
ท่านจันทรา เธอกล่าวพร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อย เป็นการทักทายที่นอบน้อมสุภาพแต่ก็ดูเฉยชาดังเช่นทุกที ปอยผมยาวข้างหูพลิ้วลงแนบอก เรือนผมยาวสีชาถูกมัดรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ทอประกายสีดั่งทองยามต้องกับแสงตะวัน
หญิงสาวที่เธอขานนามว่า ท่านจันทรา นั้นได้ยินว่ามาจากครอบครัวสามัญทั่วไป เมื่อพ่อแม่เด็กรับรู้ว่าบุตรีคนเดียวของตนคือมิโกะที่ถูกเลือกโดยเทพเจ้า ก็พากันร้องไห้ด้วยความดีใจ พร้อมกับคุกเข่าขอบคุณฟ้าดินไม่หยุด
ซ้ำยังได้ยินด้วยว่าสามีภรรยาคู่นี้ออกไปจับจ่ายเงินทองที่จักรพรรดิทรงประทานให้อย่างมือเติบ เหมือนจะโอ้อวดให้รู้กันทั่วว่าลูกสาวของตนเป็นธิดาสวรรค์ เป็นของขวัญจากเทพ
ช่างเขลายิ่งนัก... เธอนึกปลงอยู่ในใจ เหตุใดคนพวกนี้จึงไม่เข้าใจเอาเสียเลย ว่าการได้เติบโตและดำรงชีวิตอย่าง ปกติสามัญ ต่างหากที่ควรถือว่าเป็นพรอันประเสริฐสุดแล้วสำหรับชีวิตที่กำเนิดขึ้น
ระหว่างที่เธอกำลังคิด อีกฝ่ายก็เปิดประตู นำให้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามายังห้องที่มืดสลัว ที่พำนักนี้ถือเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม มีเพียงมิโกะทั้งสองเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่เพื่อคอยรับใช้เทพอาเมะโนะมุราคุโมะ
เธอสังเกตเห็นแววอันไม่คุ้นในดวงตาใสของมิโกะจันทราที่มองไปยังเทวรูปหินสลักของเทพอาเมะโนะมุราคุโมะ แววตานั้นแสดงออกทั้งความเคารพศรัทธา ทั้งแฝงด้วยความยำเกรงนอบน้อมอย่างที่มนุษย์มีต่อเทพเจ้า
ดังธรรมชาติที่ควรเป็นของมิโกะ
ต้องขอโทษด้วย... ข้าเข้ามารบกวนการภาวนาของท่านหรือเปล่า? มิโกะจันทราเอียงคอเป็นเชิงถาม ในมือถือม้วนกระดาษหนาสองสามม้วนที่สีดูออกเหลืองคร่ำคร่า
เธอเพียงมองพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบๆ
แสงแดดไล่เงาสะท้อนบนเรือนผมยาวสีเข้ม ช่วยขับประกายให้เส้นผมดูนุ่มลื่นดำขลับ มิโกะจันทราเองก็ไว้ผมยาวตรงเช่นเดียวกันกับเธอ ต่างกันเล็กน้อยที่ผมด้านหน้าถูกจัดให้ดูยุ่งกว่า ทั้งยาวลงมาปรกเหนือหน้าผากและคิ้วบางได้รูป
คงเพราะชุดมิโกะสีม่วงเข้มที่สวมใส่ ทั้งเรือนผมสีราตรี คิ้วเรียวสีเข้มเหนือนัยน์ตาคม ซ้ำยังไม่ค่อยแสดงความรู้สึกใดบนใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่ ภาพลักษณ์ของมิโกะจันทราจึงถูกนำไปเทียบกับรัตติกาลอันดำมืดที่แสนลึกลับ เย็นชาและน่าหวาดเกรง
ทว่านั่นเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกยามแรกเห็นเท่านั้น
เธอยิ้มเงียบๆ กับตนเอง ด้วยรู้ดีว่าภายใต้เปลือกที่ชวนให้เข้าใจผิดยิ่งนั้น แท้จริงแล้วเนื้อในเป็นเช่นไร
หากใครสามารถถอนสายตาจากใบหน้างดงามดั่งมีมนตร์สะกดนี้ แล้วมองลึกลงไปในดวงตา ย่อมประจักษ์ว่าภายใต้ความเย็นชาที่เห็นนั้น ซ่อนความอ่อนโยนอันแสนพิสุทธิ์ไว้เพียงไร
ดั่งดวงตาของเด็กน้อยผู้ยังมิประสา ผู้มองโลกตรงหน้าด้วยแววตาบริสุทธิ์ใจและใคร่รู้ในทุกสิ่ง
ไม่หรอก ข้าเพิ่งเสร็จจากการสวดภาวนาพอดี
มิโกะจันทรามีท่าทีโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นจึงส่งยิ้มเก้อเขิน พร้อมกับลงฝีเท้าเดินกระฉับกระเฉงเข้ามา ท่วงท่าการย่างก้าวเช่นนี้ไม่เชิงว่าบรรจงแบบบาง หากแต่ยืดหลังตรงคล้ายการเดินแบบเด็กชาย จะต่างตรงที่แลดูสง่าปราดเปรียวกว่า ...หรือเป็นเพราะนางสูงกว่าข้ากันหนอ? มิโกะร่างเล็กนึกสงสัย
ท่านนักบวชแนะให้ข้ามาถามเรื่องจารึกพวกนี้กับท่าน
มิโกะจันทราว่าพลางส่งยิ้มอายๆ และค้อมตัวลงเพื่อจะนั่ง มิโกะสุริยันรู้สึกขึ้นมาว่าระยะห่างนี้ชิดใกล้เกินจำเป็น เมื่อเห็นเงาของตนสะท้อนอยู่ในดวงตาสีน้ำเงินของอีกฝ่าย
เจ้าตัวจึงขยับถอยห่างอย่างไม่ให้ผิดสังเกต แล้วกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มสุภาพ ท่านมุศึกษาจารึกโบราณพวกนี้อยู่เสมอเลยนะ ท่านจันทรา
ถูกแล้ว เพราะข้าไม่ได้ศึกษาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเยาว์เช่นท่าน ยังมีข้อไม่กระจ่างอีกมาก ทั้งในส่วนของบทสวด พิธีกรรม และตำนาน... มิโกะจันทราว่าพลางเลื่อนม้วนกระดาษไปทางหนึ่งขณะคุกเข่านั่งลงบนพื้น ท่านนักบวชเลยแนะว่าข้าควรถามจากท่าน ...ท่านจะช่วยสอนข้าได้ไหม?
ด้วยสีหน้ามุ่งมั่นบวกกับดวงตาจริงจังแน่วแน่เช่นนี้ ใครเล่าจะปฏิเสธได้ลง ผู้ถูกถามกระซิบเช่นนั้นกับตัวเองในใจ ได้สิ ท่านไม่เข้าใจตรงไหนล่ะ?
ทันทีที่จบประโยค มิโกะจันทราคลี่ยิ้มอย่างดีใจ
เช่นทุกครั้ง...ที่รอยยิ้มนี้ทำให้ในอกเต้นระรัวอย่างมิอาจควบคุม
หลังจากนี้ ไม่ว่าจะสะกดใจให้จดจ่อกับการทำฌาณภาวนาหรือเลี่ยงไปคิดถึงเรื่องอื่นสักเพียงใด แววตาอ่อนโยนและรอยยิ้มพิสุทธิ์ใสก็จะปรากฏวนเวียนขึ้นมาในห้วงคำนึงอย่างไม่บอกไม่กล่าว อันทำให้การตั้งสมาธิที่พยายามแทบตายนั้นไร้ผล
ดั่งจันทราวายุจะยวนเย้า เป่าปลิวใจของเธอให้หลุดลอยจากกิจตรงหน้าทั้งหมด
เพราะเช่นนี้กระมัง ภารกิจนี้จึงจำเป็นต้องมีมิโกะถึงสองคน... เพราะถึงแม้ตะวันจะสาดแสงแรงกล้าเพียงใดก็ไม่อาจส่องไปในเงาที่เกิดจากแสงของตน ทั้งคราใดที่รัตติกาลดับแสงสุริยันที่สุกสว่างจนมืดมิด อย่างน้อยโลกนี้ก็ยังคงมีแสงจันทร์นวลตาคอยอาบไล้ มิให้ต้องเผชิญกับความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
....พออัญเชิญเทพอาเมะโนะมุราคุโมะแล้วเราก็ต้องสู้กับเหล่าโอโรจิใช่ไหมท่าน? มิโกะจันทราถามขึ้นขณะพิจารณาจดจ่ออยู่กับจารึกคัมภีร์
ร่างที่ถูกถามชะงักแข็งไปชั่วขณะหนึ่งแล้วตอบกลับว่า ใช่
แล้วต่อจากนั้นล่ะ? ข้าศึกษาดูจากจารึกม้วนอื่นๆ จำนวนหนึ่งแล้ว แต่ไม่พบว่าม้วนใดกล่าวถึงภาระที่มิโกะต้องกระทำหลังจากนี้เลย
...ท่านมั่นใจว่าจะโค่นเหล่าโอโรจิลงได้หรือ?
มิโกะจันทราละสายตาจากม้วนคัมภีร์ขึ้นมาจับจ้องใบหน้าของมิโกะชุดแดงตรงหน้า
นัยน์ตาสีน้ำเงินจ้องลงไปในดวงตาสีม่วงล้ำลึก
ถ้ามีเพียงข้าคนเดียวคงยากจะรับมือ มิโกะชุดม่วงกล่าวช้าๆ ราวกับกำลังสรรหาถ้อยคำ ก็...พวกโอโรจิมีกันถึงแปดใช่ไหม? ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ให้หนึ่งสู้กับแปดคงลำบากเอาการอยู่
ได้ยินคำตอบพาซื่อเช่นนี้ มิโกะสุริยันก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะนิดๆ ในลำคอ
แต่มันจริงไม่ใช่หรือไง น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจนิดๆ ที่คำตอบแสนจะจริงจังของตนกลายเป็นเรื่องน่าขัน ว่าแล้วก็ให้เหตุผลต่อ หากมีเพียงคนเดียวที่จะรับชีวิตนิรันดร์ตราบเท่าที่อยู่ข้างกายเทพ แล้วทำไมต้องมีมิโกะถึงสองคนด้วย? นั่นคงเป็นเพราะมนุษย์เราไม่สามารถทำอะไรได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องผู้อื่นหรือการดำรงชีวิต ข้าว่า..."
ข้าดูแลตัวข้าเองได้ น้ำเสียงเรียบแสดงความไม่เห็นพ้องขัดขึ้นก่อนมิโกะจันทราจะต่อความ
แววตาที่ฉายความผิดหวังและเจ็บปวดลึกล้ำปรากฏให้เห็นบนใบหน้าแรกแย้ม ท่านสุริยัน...ท่านไม่ชอบที่ต้องอยู่กับข้างั้นหรือ? น้ำเสียงที่เคยกังวานใส ยามนี้กลับฟังดูแสนเศร้าและอ่อนระโหย เมื่อถูกกลบกลืนด้วยเสียงสะอื้นขมในลำคอ
น้ำเสียงน้ำคำแสนเศร้าทำเอาใจผู้ฟังแทบแตกสลาย ชะตาลิขิตให้ข้าอยู่กับท่าน มิโกะสุริยันกัดกรามแน่นจนรู้สึกเจ็บ สิ่งที่ถูกกะการทั้งหมดนี้ย่อมมีเหตุผลในตัวมัน...ข้าไม่เคยคิดขัดข้องใจ เช่นเดียวกับที่ไม่เคยคิดที่จะหลีกหนี
แม้ว่าตามจริงท่านอาจจะไม่เต็มใจแม้แต่น้อย...งั้นสิ?
ความเงียบเข้าพันธนาการบรรกาศในห้องเนิ่นนาน มีเพียงเสียงชีพจรและลมหายใจบ่งบอกว่าเวลายังคงดำเนินไป เปลวเทียนที่เกิดจากการเผาไหม้ตัวมันเองเริงระบำสุกสว่าง แลดูคล้ายหยดน้ำที่ร่วงหยาดจากดวงตะวัน
.....ใช่
บทที่2
..... เหตุใดจึงไม่มีบันทึกกล่าวถึงกิจที่มิโกะต้องทำหลังกำจัดโอโรจิ .เจ้าว่าท่านจันทราถามเช่นนี้รึ?
เสียงแหบพร่าของนักบวชชราบ่งบอกถึงความตระหนก
มิโกะชุดแดงจุดเทียนไขที่วางอยู่เหนือโต๊ะ เพื่อจะอาศัยแสงไฟนี้นำทางกลับสู่ที่พักหลังเสร็จสิ้นศึกษาพระธรรมจากนักบวชชราอันเป็นกิจวัตรในยามเย็น
ใช่... นางถามเช่นนั้น มิโกะสุริยันเน้นเสียงพร้อมผงกศีรษะ <ข้าบอกไปหมดแล้วไงเล่า นี่จะให้ข้ากลับได้หรือยัง>
แล้วท่านจันทราถามเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า? นักบวชชราถามขึ้นอย่างร้อนใจ
ไม่ นางถามแค่นั้น <ขอร้องล่ะ ข้าอยากกลับจะแย่แล้ว>
นักบวชชราเอามือไขว้หลังพลางจ้องมิโกะตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด
แล้วเจ้าบอกอะไรนางไปบ้าง?
ก็แค่เรื่องที่ข้ารู้ มิโกะตอบอย่างไม่ใส่ใจ มือฉวยเชิงเทียนที่เตรียมไว้ แล้วก้าวออกจากโถงรับแขกแบบญี่ปุ่นที่ใช้เป็นห้องศึกษาพระธรรม
คงไม่ได้บอกอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องทำหลังกำจัดโอโรจิแล้วใช่ไหม?
มือที่ถือเชิงเทียนย้ำแน่นจนซีดขาวไร้สีโลหิต มิโกะตอบโดยหันหลังให้ น้ำเสียงเรียบเฉยชาไม่เปลี่ยนแปลง ท่านคงหมายถึงเรื่องที่ว่า.... สุดท้ายแล้วมิโกะทั้งสองต้องมาสังหารกันเองสินะ
แม้ไม่หันกลับไปมองก็สามารถรู้ได้ถึงอาการนิ่งงันและความละอายใจผ่านทางลมหายใจของนักบวชชรา
เหล่าผู้ที่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไรนั้น ต่างก็เห็นพ้องกันว่าควรเก็บซ่อนมันไว้เป็นความลับ เพราะเชื่อฝังใจกันว่าชะตาที่ถูกกำหนดไว้นี้ไม่มีทางแก้ไขเปลี่ยนแปลง ทั้งการสละชีวิตของมิโกะหนึ่งหรือสองคนเพื่ออนาคตของผืนพิภพนี้เป็นการแลกเปลี่ยนที่เกินคุ้ม ถือเป็นภารกิจอันทรงเกียรติควรแก่การยกย่อง
หากเทพเจ้าอาเมะโนะมุราคุโมะปรารถนาที่จะปกป้องคนเห็นแก่ตัวพวกนี้แล้วละก็ คงไม่อาจนับให้เป็นเทพแห่งความเที่ยงธรรมได้... ใบหน้าคลี่ยิ้มสัพยอกด้วยมุมปาก ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าขมขื่น
ท่านจันทราเป็นมิโกะที่เพียบพร้อมไร้ที่ติ เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งกายใจ นางย่อมช่วยให้ภารกิจนี้ลุล่วงไปได้แน่ แล้วมิโกะชุดแดงจึงเอ่ยประโยคที่คลายกังวลของนักบวชเฒ่าออกมา ข้าเข้าใจเรื่องนี้ดี ข้าไม่ได้บอกอะไรนาง
เจ้าเองก็ไม่ควรได้รับรู้เช่นกัน หากข้าไม่ยอมให้เจ้าอ่านจารึกพวกนั้น บางที-- นักบวชเฒ่าสงบคำของตนลงทันทีที่รู้สึกว่าคำพูดนั้นผลักไสความไม่รับผิดชอบของตนให้อีกฝ่ายอย่างไร้เหตุผล
เมื่อได้ยิน มิโกะชุดแดงจึงมิอาจสะกดคำพูดที่กักเก็บในใจไว้ได้อีกต่อไป ชาติหน้าหวังว่าข้าจะงุ่มง่ามและฉลาดน้อยลงสักหน่อย ถ้าเป็นแบบนั้นคงจะดีกับทุกฝ่ายนะว่าไหม
สิ้นคำ โดยมิใส่ใจจะรอฟังการตอบกลับของนักบวช มิโกะชุดแดงก็ย่างก้าวออกจากเรือนใหญ่เพื่อกลับไปยังที่พำนักของตน ขณะเดินผ่านมุมเฉลียงก็แลเห็นร่างแบบบางของมิโกะจันทรายืนพิงต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากอยู่กลางสวน
หญิงสาวแต่งกายในชุดผ้าขาวเนื้อบางเบายาวจรดพื้น เสื้อคลุมสีน้ำเงินถูกวางพาดไว้เหนือไหล่ขวา ผมยาวเข้มที่ปรกติจะรวบไว้ ถูกปล่อยให้พลิ้วสะบัดอย่างอิสระไปกับสายลมยามค่ำคืน มองคล้ายกับว่าถูกกลืนไปในสีแห่งราตรี
ราวกับแสงจันทร์จงใจทอแสงสีเงินให้แต่สตรีในชุดขาวผู้นี้เพียงผู้เดียว จนดูคล้ายกับว่ามิโกะจันทราเป็นสิ่งเดียวที่ถูกแสงนวลขับให้เด่นออกมาท่ามกลางความมืดมิด เมื่อเทียบกันแล้ว เปลวสว่างจากเทียนเล่มน้อยในมือนี้ก็ดูหรี่มัวไร้ค่าจนน่าขัน
โดยมิทันตั้งตัว น้ำตาเทียนแสบร้อนหยดก็ลงบนมือ รอยลวกร้อนดึงถอนสัมปชัญญะกลับคืนจากภาพงามราวกับฝันตรงหน้า
เสียงอุทานแผ่วเบาทำให้มิโกะจันทราสดับรู้ว่ามีผู้อื่นยืนอยู่ที่เฉลียงเบื้องหลังตน
ยามแรกนัยน์ตาใสเบิกออกอย่างประหลาดใจ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นใบหน้าระบายยิ้มอ่อนโยนก่อนส่งคำทักทาย สวัสดียามค่ำ ท่านสุริยัน
สวัสดี.... ผู้ถูกทักกล่าวเบาๆ ในลำคอกลับไป
เสร็จสิ้นการเรียนรอบเย็นแล้วหรือท่าน
เรียบร้อยแล้ว เมื่อควบคุมใจที่เต้นโครมครามให้สงบลงได้ เจ้าตัวก็เอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบนุ่มนวล ท่านก็เพิ่งเสร็จจากการฝึกศิลปะการต่อสู้เช่นกันหรือ?
เปล่าหรอก เรียบร้อยได้สักพักใหญ่ๆแล้ว วันนี้ท่านอาจารย์ให้เลิกเร็ว หลังประมือกันแล้วข้าชนะได้เป็นครั้งที่ห้า น้ำเสียงอึกอักระคนด้วยรอยยิ้มประหม่า มิโกะจันทรามีนิสัยถ่อมตน และไม่เห็นว่าการเอาชนะเหนืออาจารย์ของตนเป็นสิ่งที่ควรเอามาป่าวประกาศ
เช่นนั้น ทำไมท่านยังอยู่ในบริเวณนี้....
ข้ามาชมจันทร์น่ะ
หืม? มิโกะสุริยันรู้สึกฉงน
อีกฝ่ายกลับเพียงเงยหน้ามองท้องฟ้าและจับจ้องไปยังดวงจันทร์ ดูสิ คืนนี้เป็นจันทร์ครึ่งเสี้ยว ดวงจันทร์อย่างที่ข้าชอบที่สุดในบรรดารูปลักษณ์อันหลากหลายของมัน
เมื่อได้ยินดังนั้น มิโกะอีกคนจึงเงยหน้าขึ้นมองจันทร์เสี้ยวที่ทอแสงอยู่บนฟ้าอย่างสงสัย ทำไมท่านจึงชอบจันทร์ยามนี้กัน? มันมีเพียงครึ่งเดียว..... ครึ่งเสี้ยวที่ดูแสนเศร้า... เธอรำพึงต่อในใจ
เพราะเห็นเพียงครึ่งจึงทำให้รู้ว่ายังมีอยู่อีกครึ่ง มิโกะจันทรายิ้มตอบด้วยนัยน์ตา ดวงจันทร์นั้นปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในบทกวีทั้งหลาย และมักถูกแทนด้วยความคิดคำนึงของผู้ประพันธ์ที่มีต่อใครสักคน ด้วยเพราะดวงจันทร์อยู่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมคว้า ลอยล่องทอแสงเพียงลำพังบนฟ้ากว้าง อาจพูดได้ว่าดวงจันทร์คือตัวแทนสิ่งที่ผู้คนนั้นหวนหา
ด้วยคิดถึงอาลัยต่อบุคคลที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึงงั้นหรือ?
มิโกะจันทราคลี่ยิ้มบางเบา ใช่... ความคิดคำนึงนั้นจึงถูกเปรียบเป็นแสงจันทร์สีเงินที่ส่องนวลจางท่ามกลางความมืดมิด ดั่งจะถ้อยแทนความรวดร้าวของเหล่ากวี
ช่างเป็น....การมีอยู่ที่แสนเศร้าจริงๆ... มิโกะแห่งดวงตะวันกล่าวเบาๆ อย่างเข้าใจในความรู้สึกนั้น
อีกฝ่ายกลับส่ายศีรษะไปมาเบาๆ แต่ละคนก็รู้สึกแตกต่างกันไป... ตัวข้าคิดว่า ขอเพียงจันทราช่วยทอแสงในยามราตรีที่แสงสุริยันไม่อาจส่องถึงได้... เท่านั้นการมีอยู่ของดวงจันทร์ก็มีความหมายเพียงพอแล้ว
นี่คือความรู้สึกของท่านในฐานะมิโกะแห่งจันทรางั้นหรือ?
ผู้ถูกถามมองกลับอย่างเงียบๆ ความมุ่งมั่นปรากฏขึ้นแทนความอ่อนโยนอันคุ้นตา แล้วจึงบรรจงตอบ ดวงจันทร์มีอยู่เพื่อช่วยขับแสงตะวัน และข้า....เกิดขึ้นมายังโลกใบนี้เพื่อเป็นกำลังให้ท่าน
แต่แล้วก็ยิ้มตามอย่างขมขื่นอย่างรู้นิสัยคนตรงหน้าดี แล้วมิโกะจันทราจึงกล่าวต่อ เพราะฉะนั้นโปรดเลิกบอกกับตัวเองได้แล้วว่าท่านนั้นโดดเดี่ยว อย่าฝืนทำว่าสามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวอีก เพราะนับจากนี้ไปทั้งท่านและข้าต่างก็ไม่มีใครต้องอยู่เพียงลำพังอีก...
ม่านน้ำตาเอ่อล้นขึ้นในดวงตาสีม่วง บดบังภาพตรงหน้าให้พร่ามัว จนไม่อาจเห็นใบหน้าของหญิงสาวอีกคนได้ชัด
เพียงแค่คำพูดคงช่วยอะไรไม่ได้ หากท่านไม่ปรารถนาเช่นนั้น มิโกะจันทราคลี่ยิ้มบาง ขณะเดียวกับที่สายลมผ่านไล้ไปตามเรือนผมยาวสลวยสีเข้ม แต่ในเมื่อไหนๆ ท่านถูกกำหนดให้ต้องอยู่กับข้าแล้ว คงจะดีกว่าถ้าท่านรีบชินให้ได้เร็วๆ นะท่านสุริยัน
ฝ่ายถูกเย้ายิ้มรับ น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ไหลล้นออกมา ความอบอุ่น ความยินดีทั้งหลายถูกซึมซับเข้ามาเต็มอก เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกขอบคุณชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ขึ้นมาจากใจ ชะตาที่ถูกลิขิตด้วยไวด้วยประสงค์ของเทพ
...ชะตาที่กำหนดมาให้ได้พบกับเธอผู้นี้
แล้วแต่ท่านเถอะ
คำตอบที่ได้รับออกมาในเชิงบวก ทำให้มิโกะจันทรายิ้มออกมาอย่างดีใจ เช่นนั้น เมื่อพวกเราอายุครบสิบหก ขอของขวัญวันเกิดให้ข้าสักอย่างได้ไหม?
ของขวัญวันเกิด? มิโกะสุริยันมองอีกฝ่ายอย่างใคร่รู้ ...ถ้านั่นไม่เกินความสามารถของข้าล่ะก็...
เรียกข้าด้วยชื่อ มิโกะจันทราพูดเสียงเบา วันเกิดอายุครบสิบหก ข้าอยากให้ท่านเรียกข้าด้วยนามที่แท้จริง
แค่นั้นรึ? คนถูกขอพยักหน้าตอบ
วิเศษ ฝ่ายรอคำตอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วท่านอยากได้สิ่งใดเป็นของขวัญล่ะ ท่านสุริยัน
ของขวัญวันเกิดมีไว้สำหรับเด็กที่ยังมีพ่อมีแม่อยู่เท่านั้น
ใครออกกฏแบบนั้นกัน?
มันเป็นประเพณีต่างหาก
แต่ข้าอยากให้ท่านนี่นา ไม่ได้งั้นหรือ? มิโกะจันทรายังไม่ยอมถอย
ฝ่ายถูกตื๊อเงยหน้าขึ้นมองจันทร์ รู้สึกยอมจำนน เช่นนั้น....ตั้งชื่อให้ข้าสักชื่อได้ไหม? ด้วยกระดากต่อสิ่งที่ตนโพล่งขอออกไป จึงรีบขยายความอย่างอึกอัก ถ้าให้ข้าเรียกท่านด้วยชื่อแล้ว ท่านก็ไม่ควรเรียกข้าว่า ท่านสุริยัน ใช่ไหม? มันฟังดูแปลกๆ อย่างกับนายและบ่าวเรียกกัน.... เอ่อ.......ข้าไม่ได้หมายความว่าท่านเป็นบ่าว ขะ...ข้าหมายถึง...ข้าไม่มีชื่อ ก็เลย...
โอย ใครก็ได้ช่วยที นี่ข้าพล่ามออกไปกัน มิโกะร่างเล็กตะโกนในใจ รู้สึกทั้งอับอายและสับสนจนต้องก้มหน้าหลบ
....ท่านอยากเป็นอะไรอื่นนอกเหนือไปจาก ท่านสุริยัน หรือ? นัยน์ตาผู้ถามเป็นประกายใสอย่างใคร่รู้
....บางทีอาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้... ร่างเล็กก้มมองพื้นเฉลียงอย่างว่างเปล่า ข้านึกภาพไม่ออกว่าการทำตัวเป็นอย่างอื่นที่นอกเหนือไปจากการเป็นมิโกะสุริยันนั้นทำอย่างไร
แบบที่ท่านเป็นอยู่นี่ก็ดีแล้วล่ะ ข้าชอบท่านที่ดูอายๆ เขินๆ แบบนี้มากเลย
หน้าคนถูกเย้าแดงจัดขึ้นจนรู้สึกร้อน เจ้าตัวกดโทนเสียงต่ำดุอีกฝ่ายกลับ แต่ก็เป็นการพยายามที่ไร้ผล ละ...เลิกล้อข้าเล่นได้แล้วท่านจันทรา!
สาบานยังได้! ท่านน่ารักมากเวลาหน้าแดงแบบนี้
เมื่อถูกกระเซ้าย้ำอีก ร่างเล็กจึงห่อไหล่ซุกศีรษะเพื่อซ่อนใบหน้าตน
โดยมิทันตั้งตัวก็ถูกมืออุ่นเชยคางขึ้นสบสายตา ใกล้จนมองเห็นลึกลงไปในดวงตาน้ำเงินลึกดั่งทะเลสาป ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบ แต่มิโกะจันทราได้ขยับประชิดเข้ามาใกล้จนห่างกันเพียงหนึ่งช่วงก้าวเท่านั้น
นิ้วเรียวขาวเขี่ยไล้ปอยผมสีชาเหนือหน้าผาก อุณหภูมิอุ่นถูกถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วงดงามนั้น แต่ละสัมผัสดั่งมีกระแสไฟแล่นผ่าน รวดร้าวและเผาผลาญจนรู้สึกเจ็บปวด
สัมผัสนี้ทำให้ขอบตาร้อนจนมิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
ร่างสูงกว่าไม่เอ่ยอะไรสักคำขณะใช้หลังนิ้วป้ายหยาดน้ำตาที่เกาะพราวอยู่บนแก้มใสออก สีหน้าเรียบเฉยเก็บอารมณ์ไม่บ่งบอกสิ่งใด แม้ในใจอาจจะกำลังกังขาว่าทำอย่างไรจะหยุดน้ำตาของคนตรงหน้าได้
--ช่างเป็นสัมผัสแสนอบอุ่นจนรู้สึกอยากโผเข้าในอ้อมกอดอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนั้น เพื่อแบ่งปันความอบอุ่นและรับการปลอบประโลมจากสหายผู้เป็นอีกครึ่งชีวิต
... ครึ่งหนึ่งของชีวิต... ครึ่งหนึ่งของวิญญาณ... ผู้ร่วมเดินในทางชะตาเดียวกัน ผู้ที่คอยเคียงบ่าแบกรับชะตากรรมนี้ร่วมกัน
ดังนั้นชีวิตนี้จึงมิได้โดดเดี่ยว ตั้งแต่แรกหายใจตราบจนสิ้นลม ชีวิตนี้ถูกถักทอไว้กับอีกชีวิตหนึ่งเสมอ แม้สองร่างจะถูกพรากห่างไกลกันเท่าไร หรือมีอุปสรรคใดขวาง จากชีวิตเก่าสู่ชีวิตใหม่ จุติเกิดซ้ำอีกสักกี่ร้อยพันครั้ง ชีวิตที่เป็นเพียงครึ่งเดียวนี้....
...ปรารถนาจะถูกเติมเต็มด้วยผู้เป็นคู่วิญญาณที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ผู้เดียว
แม้ชาติหน้าไม่อาจระลึกถึงความทรงจำของชาตินี้ แต่เธอก็เชื่อว่าเจ้าของอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นอ่อนโยนคนนี้ก็จะเฝ้ารอเธอ...
ตราบจนถึงเวลาที่นัยน์ตาทั้งสองจะได้จ้องลึกเข้าไปในวิญญาณของกันและกัน...อีกครั้ง
===============================================
อ๋า---- รอก่อนสิ เดี๋ยวก่อน! ฮิเมโกะวิ่งจนหอบฮั่ก เธอไม่รู้เหมือนกันว่าวิ่งตามเจ้าหมาน้อยตัวนี้มากี่กิโลแล้ว รู้แค่ว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องออกแรงวิ่งขนาดนี้มาก่อนเลย
เจ้าตัวเล็กมุดหนีเข้าไปในสวนกุหลาบหลังโรงเรียน ฮิเมโกะมองซ้ายมองขวาอย่างหวั่นๆ แต่เมื่อเห็นว่ารอบๆ ไม่มีใครอยู่จึงรีบมุดตามเจ้าตัวแสบเข้าไปบ้าง
โอ๊ย! ฮิเมโกะอุทานออกมาเมื่อผมไปเกี่ยวเข้ากับพุ่มกุหลาบ ทำไมเรางุ่มง่ามอย่างนี้นะ แค่จะมุดเข้าไปในสวนยังไม่ได้เรื่องเลย เธอคิดในใจ
...ลูกสุนัขนี่ของเธอหรือ?
น้ำเสียงเย็นสงบของหญิงสาวที่กังวานไพเราะจับใจดังขึ้นอยู่เหนือศีรษะ
ฮิเมโกะเงยหน้าขึ้นในจังหวะต่อมา ดวงตาสีม่วงประสานลึกในดวงตาสีน้ำเงินใสดั่งสีทะเลสาป...
......บนดวงจันทร์...ศาลเจ้าร้างโบราณแห่งหนึ่งที่สถิตตั้งอยู่.....คอยเฝ้าปกป้องคุ้มครองโลกมนุษย์อย่างเงียบๆ นานนับพันปี.... ตำนานอันยาวนาน เล่าขานถึงวังวนซ้อนซ้ำแห่งการพบและจากอันแสนเศร้า... ณ ที่นี้ ทั้งสองได้เริ่มหมุนกงล้อชะตากรรมในชีวิตใหม่...อีกครั้ง
========จบบท The Remnant Sun at Daybreak ========
Translator's note:
- เรื่องชื่อตัวละคร สถานที่
เลือกอยู่นานว่าจะใช้ Hi-sama, Tsuki-sama ตามต้นฉบับ หรือ ท่านสุริยันกับท่านจันทราดี สุดท้ายก็เลือกใช้ภาษาไทย สนองความชอบส่วนตัว (ฮา)
โอโรจิ และ ดาบเทพอาเมะโนะมุราคุโมะทสึรุกิ ดาบคาตานะ ใช้ทับศัพท์ขอรับ
ขอนำรูปตัวละครมาแปะประกอบนิดนึง
เครดิตภาพจากบอร์ดยามิโบ เป็นลายเส้นเปล่า
แล้วเอามาลงสีทีหลัง ยังปาดไม่เสร็จ
ท่านสุริยัน-ฮิซามะ ให้บรรยากาศแตกต่างจากฮิเมโกะเอาเรื่องอยู่ (ดูดีกว่า ฮา)

ท่านจันทรา-ทสึกิซามะ โอว~~จิคาเนะจังเวอร์ชั่นใสซื่อสินะ ปิ๊ง *-*

แทรกเพิ่ม*
รุจี้อุปถัมภ์ แฟนอาร์ตของแฟนฟิค (อ๊าง~ง)
มาดูรูปที่รุวาดแถมกลับมาให้ตอนเอางานไปให้มันช่วยแก้กันเถอะ
ส่วนอันนี้ส่วนหนึ่งของเบื้องหลังงานแปล
โปรดติดตาม
The Fantasy of Last Life II - The Solitary Moon Arching over the Sky
ได้ใน entry ต่อไป

ป.ล. ใครเจอตรงไหนแปลกๆ โปรดบอกนะขอรับ (' ')b
**ได้รับคำแนะนำจากท่าน Hikki จากท่อนต่อไปนี้
แม้ว่าตามจริงท่านอาจจะไม่เต็มใจแม้แต่น้อย...งั้นสิ? เป็น
"แม้ว่าตามจริงท่านอาจจะไม่เต็มใจแท้แต่น้อย...กระนั้นหรือ?"
แบบที่ท่านเป็นอยู่นี่ก็ดีแล้วล่ะ ข้าชอบท่านที่ดูอายๆ เขินๆ แบบนี้มากเลย เป็น
"แบบที่ท่านเป็นอยู่นี่ก็ดีแล้วล่ะ ข้าชอบท่านที่ดูเขินอายแบบนี้มากเลย"
ขอบพระคุณนะคร้าบ ^^
edit @ 2006/09/21 16:27:55 มาแปะลิ้งค์เพิ่มคร้าบ

