KnM Fairy Tale Variation ^^
ต้นเรื่องมากจากที่นี่น่อ ฉะนั้นท่านจึงสามารถไปอ่านฉบับภาษาอังกฤษที่ได้อรรถรสกว่าซับนรกของที่นี่ ^^b
http://www.shoujoai.com/forum/topic_show.pl?pid=580843
ส่วนตัวแปลภาษาไทยเพี้ยนๆนี้ เคยทำไว้แล้วแปะที่ประมูลฮับ http://www.pramool.com:443/webboard/view.php3?katoo=K11677&page=23
Kannazuki no Miko: Fairy Tale Variations [TH]
Written by Amoristseal
English translation by Milogirl
Thai Tran ซับนรก by Liege(Est) ตัวเล็กๆพอ อายเค้าขโมยมาแปล^^"
(กำลังแก้ไขปรับปรุงคำให้ได้ทัดเทียมมาตราฐานของซับนรกยิ่งขึ้น)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว อัศวินเก่งกล้าผู้หนึ่งได้ปราบมังกรชั่วร้ายลง จากนั้นก็อภิเษกกับองค์หญิงแสนงาม และได้ครองราชย์ในฐานะพระราชา อาณาจักรมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ ประชาชีอยู่กันอย่างมีความสุข
ไม่นานนัก องค์ราชินีก็ทรงให้กำเนิดองค์หญิง พระราชาประทานนามแก่องค์หญิงว่า จิคาเนะ ทั่วทั้งอาณาจักรต่างพากันยินดีปรีดา
...ทว่า ใช่จะมีแต่ความชื่นชมโสมนัส หลังการประสูติขององค์ไม่นาน องค์ราชินีก็ได้จากไป พระราชาทรงเสียพระทัย และจมอยู่แต่ในห้วงแห่งทุกข์ ฤดูกาลผันผ่าน แว้บเดียว 15 ปีต่อมา องค์หญิงจิคาเนะได้เจริญวัยเป็นเลดี้ที่งดงาม
ความงามของพระองค์ขจรกำจายไปทั่วแคว้น ด้วยผิวละเอียดขาวราวหิมะ แย้มยิ้มของพระองค์ก็ราวกับจะทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงสว่างไสว ยิ่งไปกว่านั้นองค์หญิงยังทรงสติปัญญาและความสามารถทางด้านกีฬาอย่างหาใดเปรียบ - เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน เจ้าชายจากทั่วทุกแคว้นต่างพากันมาเพื่อขอหมั้นหมาย แต่องค์หญิงก็ปฏิเสธทั้งหมด ไม่ว่าเจ้าชายองค์ใดๆ
องค์หญิงจิมีสาวใช้อยู่คนนึงชื่อ โอโตฮะซัง ผู้ซึ่งแอบหลงรักองค์หญิงจิมาตั้งแต่ยังเยาว์ โอโตฮะสาบานกับตนเองว่าชีวิตนี้จะไม่แต่งงานกับใครอื่นนอกจากกับองค์หญิงจิ และยังพยายามล่อลวงองค์หญิงจิด้วยวิธีการต่างๆนานา แต่ถึงแม้ความพยายามเหล่านั้นจะไม่เป็นผล โอโตฮะซังก็ไม่ย่อท้อ เธอคิดเลือกวิธีการ "บังคับขืนใจ" เพื่อให้องค์หญิงจิรับเธอเป็นภริยา
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่องค์หญิงจิจะคาดไม่ถึง ทว่าองค์หญิงยังทรงนึกถึงและผูกพันว่ายังไงๆก็เติบโตมาด้วยกัน จึงไม่อาจตัดใจไล่โอโตฮะซังออกจากวังได้ องค์หญิงจิจึงตัดสินใจว่าจะส่งโอโตฮะซังไปแต่งงานในประเทศไกลแสนไกล...ชนิดที่เธอไม่อาจจะกลับมาได้อีก...
โอโตฮะซังสุดแสนจะเหน็ดเหนื่อยและทดท้อก็ขอกิฟอัพ แต่! การที่รู้ว่าตัวเองอาจจะต้องไปแต่งงานกับเจ้าชายอาลีบาบาที่อาระเบียไกลแสนไกลไหนที่ไม่รู้นั้นน่ากลัวยิ่งกว่า เธอตัดใจขอเพียงแค่ได้อยู่ใกล้ๆองค์หญิงจิเท่านั้น ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม! เธอจะไปเสนอตัวให้พระราชา จากนั้นเธอก็จะได้เป็นพระราชินี เท่านี้...องค์หญิงจิก็จะส่งเธอไปที่อื่นไม่ได้ ซ้ำเธอยังมีเหตุผลอันสมควรที่จะได้อยู่เคียงข้างองค์หญิงจิตลอดไป...
น่าเศร้านัก ชายชราที่สิ้นหวังและอมทุกข์ มักจะแพ้ทางสาวๆเสมอ จากนั้นไม่นานพระราชก็อภิเษกกับโอโตฮะซัง เธอจึงได้เป็นราชินี หรืออีกนัยหนึ่ง แม่เลี้ยงขององค์หญิงนั่นเอง
ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรต่างตะลึงงัน และข่าวลือจำพวก "เจ้าหญิงที่น่าสงสารของพวกเราต้องทุกข์ทรมานในเงื้อมมือมารสาวใช้จอมวางแผน" ก็แพร่สะพัดไปดั่งไฟลามทุ่ง องค์หญิงทรงเห็นว่าพระบิดาของเธอดูมีความสุข และลืมเรื่องการจากไปของพระราชินีองค์ก่อนได้แล้ว เธอจึงมิอาจทำลายความสุขของผู้เป็นพ่อ และยอมเชื่อฟังทุกคำของแม่เลี้ยง
"ฮันนี่ขา ดูเหมือนองค์หญิงจะไม่ค่อยยอมรับหม่อมชั้นในฐานะแม่เลี้ยงเท่าไหร่เลย"
"งั้นรึ? แต่จิคาเนะก็เป็นเด็กดีในโอวาทตลอดมานี่นา"
"หม่อมชั้นอยากคุยกันกับองค์หญิงตามลำพังให้มากขึ้น เขาว่ากันว่าการปฏิสัมพันธ์ฉันท์แม่ลูกเป็นเรื่องสำคัญมั่กมากนะเพคะ"
"อืม...ก็ฟังมีเหตุผลนะ ถ้างั้นเราจะบอกให้ลูกไปพบเจ้าบ่อยๆก็แล้วกัน"
ตั้งแต่นั้น ชีวิตในแต่ละวันก็เป็นดั่งฝันร้าย ยามที่มีบรรดาสาวหรือข้ารับใช้อยู่รอบๆ ราชินีโอโตฮะก็จะสงบเสงี่ยม แต่พอปลอดคนเมื่อใดก็จะเข้าขย้ำองค์หญิงจิในบัดดล ซึ่งองคืหญิงก็ทำได้เพียงทนทุกข์อยู่เพียงเงียบๆ ด้วยเกรงว่าจะขัดใจพระบิดา วันนึง ฑูตจากเปอร์เซียได้ส่งของกำนัลมาให้ราชินีโอโตฮะ สิ่งนั้นก็คือกระจกวิเศษ ที่รอบรู้สรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเรื่องในอนาคตหรือความในใจของผู้อื่นก็ตามที ขอเพียงแค่ถามกระจกวิเศษก็จะตอบให้ได้ทุกอย่าง
"กระวิเศษเอ๋ยจงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี"
"แน่นอน สตรีผู้นั้นคือท่านไง มายควีน"
*เพล้ง!* มุมนึงของกระจกแตกออกด้วยพลังลูกคิกขององค์ราชินี
"แกต้องตอบว่า 'องค์หญิงจิคาเนะนั่นซี คือสตรีแสนงาม' นั่นน่ะถึงจะถูกต้องย่ะ!"
"....(ตูน่าจะตอบตามจริงวุ้ย)" กระจกคิดพลางเหงื่อตก
"มีอีกคำถาม บอกมาซิ ว่าใครกันที่จะได้ครองรักชื่นมื่นกับองค์หญิงจิคาเนะ?"
"ฮิเมโกะซัง"
*ตูม! เพล้ง!* กระจกโชคร้ายแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี ราชินีปัดเศษกระจกออกจากมือ กำหมัดแน่น แล้วกระทืบพื้นปราสาทด้วยแรงโทสะอันระอุคุกรุ่นเกินระงับ
"ฮิเมโกะงั้นเรอะ!? มันเป็นใครกัน กล้าดียังไงจะมาฉกเอาจิคาเนะของชั้นไป!"
หลังจากเดินวนไปวนมากว่า 20 รอบ รอยแสยะยิ้มดั่งปีศาจร้ายพร้อมกับเสียงหัวเราะแบบแม่มดก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าราชินี
"อี๊ฮี่ๆๆๆ คิดออกแล้ว! ชั้นจะส่งบัตรเชิญให้เด็กหนุ่มเด็กสาวทั่วทั้งอาณาจักรมางานเต้นรำฉลองวันครบรอบ 16 ชันษาขององค์หญิง แล้วส่งสายสืบไปคอยเฝ้าดูก็จะรู้ว่ามันเป็นใคร จากนั้นล่ะก็....เอ๊เฮะๆๆๆๆๆ"
---
ในอาณาจักรเดียวกันนี้ มีพ่อค้าผู้ร่ำรวยอยู่คนหนึ่ง หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน ภรรยาเขาก็ให้กำเนิดลูกสาวแสนน่ารักคนหนึ่ง และเขาได้ตั้งชื่อให้เธอว่า ฮิเมโกะ
หลังฮิเมโกะเกิดมาได้ไม่นานนัก ภรรยาของเขาก็ได้เสียชีวิตลง เขาจึงแต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยงที่มีลูกสาว 2คนพ่วงติดมาด้วย ซึ่งทั้งสองสาวนั้นอายุมากกว่าฮิเมโกะ เธอจึงเรียกสองคนนั้นว่า พี่มิซากิ กับพี่เคียวโกะ
แรกทั้งสามออกจะแสนดี แต่2-3ปีหลังจากนั้น พ่อของฮิเมโกะก็เริ่มป่วยหนัก สามสาวแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าหวังจะงาบสมบัติ จึงพยายามกลั่นแกล้งฮิเมโกะทุกวิถีทาง หวังจะบีบบังคับให้เธอต้องออกจากบ้านนี้ไป
แม่เลี้ยงมิซากิ: "นี่มันเที่ยงแล้วนะยะ ทำไมยังไม่มีอาหารมาวางโต๊ะอีกล่ะ หล่อนคิดจะทำให้พวกชั้นหิวตายแล้วจะยึดสมบัติไว้คนเดียวล่ะสิ"
สองพี่น้องประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน: "ตายแร้ว ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆเลย เลวมาก แย่ที่สุด นังเด็กอกตัญญู"
ฮิเมโกะ: "ม...ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ หนูแค่ยังทำงานไม่เสร็จ... ก็เลย...ก็เลย..."
แม่เลี้ยง: "ไม่ว่างงั้นเหรอ อย่ามาตลกนะยะ แต่ตอนนี้ชั้นหิว จะยอมให้สักครั้ง เอ้า! ไปเอาอาหารมาสิยะ!"
ฮิเมโกะ: "อะ...ค่ะ ค่ะ อยากทานอะไรล่ะคะ หนูจะได้ออกไปซื้อมาให้"
แม่เลี้ยง : "ชั้นอยากกินแม็คฟิชเบอร์เกอร์ของเคเอฟซี"
ฮิเมโกะ : "....*เหงื่อตก* (เคเอฟซีจะมีแม็คฟิชได้ไงอ่ะ)"
พี่คนโต : "ชั้นเอาข้าวไข่เจียวไม่ใส่ไข่"
พี่คนรอง : "ชั้นจะกินผัดกะเพราเอาแบบออกหวาน ห้ามเผ็ด อย่าลืมใส่พริก น้ำตาลไม่ต้อง ใส่หัวหอมเยอะๆด้วย"
เหตุการณ์น้ำเน่าราวกับละครหลังข่าวดำเนินซ้ำซากไปเรื่อยๆไม่เปลี่ยน ยกเว้นจะหนักหนาขึ้นเมื่อพ่อค้าชราทำท่าจะกลับมาเตะปี๊บดัง และฮิเมโกะยังไม่มีทีท่าว่าจะออกจากบ้านไปเสียที
ฮิเมโกะมีสิทธิ์เต็มที่ ที่จะโกรธและเอาเรื่อง แต่เธอได้แต่เก็บเงียบเอาไว้ เพราะไม่อยากทำให้พ่อที่กำลังป่วยไม่สบายใจ
"เฮ้อ แม่เลี้ยงกับพี่สาวได้กินเหลาทุกวัน มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมใส่ แต่ทำไมฉันต้องชุดที่ยังกับผ้าขี้ริ้วนี่ แถมยังแทบไม่มีอะไรกิน แรงงานอพยพยังได้กินดีอยู่ดีกว่าฉันอีกมั้งนี่ อย่างน้อยตอนทำงานก็ยังคุยกันได้ เสร็จงานก็ได้ค่าแรง ส่วนฉันยุ่งกับงานที่เท่าไหร่ก็สะสางไม่หมดซะที แล้วยังไม่ได้ค่าแรงสักสลึงอีก เฮ้อ..."
(เปิดมิวสิคบ้านทรายทองประกอบ)
ชีวิตนางเอกละครน้ำเน่าดำเนินไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งทางสำนักพระราชวังประกาศเชิญหนุ่มสาวทั่วทั้งราชอาณาจักรเข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำในวันครบรอบ 16 ชันษาขององค์หญิงจิคาเนะที่จะจัดขึ้นในวันมะรืน สามสาวจ้อเรื่องนี้ไม่หยุดตั้งแต่ได้อ่านประกาศเมื่อเช้านี้
"ขอบคุณพระเจ้า! ช่างเป็นข่าวดีอะไรเช่นนี้! นี่ลูกๆสองคนแต่งตัวให้ปิ๊งกว่าทุกทีนะคะ เผื่อจะจับเจ้าชายรึอะไรพวกเชื้อพระวงศ์ได้สักคน"
"ตัดสินใจไม่ได้เลย จะใส่อะไรดีน๊า"
"หนูจะโปะหน้าหนาๆรึแต่งแค่พองามตามธรรมชาติ(ลงโทษ)ดีคะคุณแม่?"
ฮิเมโกะเดินเข้ามา...
"คุณแม่คะ หนูปอกเปลือกถั่วลันเตาออกหมดแล้ว..."
"แล้วไงยะ ไม่เห็นสตอว์เบอรร์รี่เต็มเข่งนั่นรึไง ไปแคะเอาเม็ดดำๆที่ผิวนอกมันออกให้หมด อย่าให้ช้ำ แล้วถ้าชั้นเห็นว่ามีเม็ดเหลืออยู่ล่ะก็ อดข้าวเย็น!"
"...ค่ะ"
"แล้วมัวยืนอยู่ทำไม รีบไปทำงานสิ"
"คือ...หนูอยากจะไปงานเต้นรำด้วย พรุ่งนี้พาหนูไปด้วยคนนะคะ"
"หล่อนนะรึ!? ไปส่องกระจกซะไปนังหนู ใส่ผ้าขี้ริ้วแบบนั้น แล้วหน้างี้ทั้งดำทั้งเลอะฝุ่น ยังกับเขมรอพยพ ขืนไปด้วยหล่อนก็คงถูกเตะส่งออกมาจากวังอยู่ดี รู้จักเจียมตัวซะบ้าง"
"คุณแม่พูดถูกต้องนะค๊า~ ตักน้ำใส่กะโหลกมั่งนะยะ" พี่คนโตเสริม
"ใส่เสื้อผ้าแบบนั้นไปงานเต้นรำ? เธอคงทำพื้นวังเปื้อนเปล่าๆ หัดอายซะมั่งสิยะ" พี่สาวคนรองซ้ำเติมอีก
"...." แล้วฮิเมโกะจะว่าอะไรได้
---
และแล้ว วันมะรืนก็มาถึง สามสาวก็ออกไปทิ้งให้ฮิเมโกะเฝ้าบ้านคนเดียว นางเอกของเราจึงได้แต่นั่งอยู่บนก้อนหินในสวน ร้องไห้ให้กับชีวิตบัดซบของตัวเอง
พอดีกับที่ ดร.อากาสะ นักประดิษฐ์อัจฉริยะผ่านมาได้ยินเสียงเธอสะอื้นไห้เข้า
"เป็นอะไรไปรึแม่หนู ถึงมานั่งร้องไห้คนเดียวอย่างนี้"
"แม่เลี้ยงกับพี่สาวออกไปงานเต้นรำกัน หนูอยากไปด้วย"
"แล้วทำไมหนูไม่ไปล่ะ?"
"ดูชุดหนูสิคะ ทั้งขาดทั้งสกปรก แบบนี้เข้าไปในวังไม่ได้หรอกค่ะ แต่หนูก็ไม่มีชุดสวยๆเลย"
"เท่านั้นรึ?"
"ไม่แค่นั้นหรอก ดุที่ใต้ตาหนูสิ อ๊า ถุงใต้ตาดำปิ๊ดปี๋แบบนี้หนูจะเอาหน้าไปพบใครได้!? พี่สาวหนูเขาโชคดีที่มีชาแนลกับเอสเต้ไว้โบ๊ะกลบเกลื่อน แต่หนูไม่มีเงินจะไปซื้อชุดเมคอัพพวกนั้น"
"งั้นถ้าฉันหาชุดสวยๆแล้วก็เมคอัพมาให้ หนูก็จะไปงานนั้นได้น่ะสินะ?"
"...ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ งานเต้นรำเริ่มตั้งนานแล้ว หนูคงไปไม่ทันแน่ๆ" พูดจบฮิเมโกะก็ร้องไห้น้ำตาท่วมภาคเหนือ
"โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ฉันช่วยให้หนูไปงานเต้นรำได้นะ" ดร.อากาสะพูดปลอบพลางกังวลว่าน้ำป่าอาจจะไหลหลากอีก
"จริงเหรอคะ"
"เอ้า ดูนี่! สิ่งประดิษฐ์ใหม่ของฉัน" ดร.ค้นของในกระเป๋าดังก๊องแก๊ง แล้วดึงสิ่งของอย่างหนึ่งออกมา
"อ....เอ๋? ไข่?" ฮิเมโกะอ้าปากค้างอย่างพิศวง
"ไม่ใช่ไข่ธรรมดานะ นี่น่ะน้องไข่มหัศจรรย์ จะช่วยให้คำอธิษฐานเป็นจริงได้ 3 ข้อ"
"จริงเหรอคะ? งั้นหนูก็ไปงานเต้นรำได้แล้ว ขอบคุณมากๆเลยค่ะ" ฮิเมโกะพูดอย่างดีอกดีใจ
"แต่ต้องจำไว้นะ ว่าหนูต้องกลับมาก่อนเที่ยงคืน"
"ก่อนเที่ยงคืน? ทำไมล่ะคะ?"
"รู้จักคำว่า 'ควรบริโภคก่อน' มั้ยล่ะหนู ไข่นี่จะหมดอายุตอนเที่ยงคืนน่ะ"
"ถ้ามันเสียแล้วจะเป็นยังไงล่ะคะ?"
"มันก็จะหยุดทำงาน ตัวอย่างเช่น ถ้าหนูขอใส่ชุดสวยๆ พอนาฬิกาตีสิบสองทีจบปุ๊บ ชุดนั้นก็จะหายไปทันที เพราะงั้นต้องระวังไว้ล่ะ"
"อุ...เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะระวัง"
แล้วฮิเมโกะก็กำน้องไข่มหัศจรรย์ไว้ในอุ้งมือ และขอพรสามประการ ข้อแรกให้เธอได้ใส่ชุดราตรีที่สวยงาม ข้อสองเมคอัพโบ๊ะหน้าเธอให้สวยราวกับผ่านมือผู้เชี่ยวชาญ ข้อสามวาร์ปเธอไปที่หน้าปราสาททันที
-----
*ดร.อากาสะจากเรื่องโคนันเน่อ
* Kinder Surprise ก็เหมือนไข่หยอดเหรียญบ้านเรานั่นเอง ในนั้นจะมีขนมพร้อมของเล่นอยู่ (ล่ะมั้ง เปิดเว็บได้ข้อมูลมาประมาณนี้ ผู้รู้ช่วยแก้ด้วยเถิด)
-----
งานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่มต้นแต่ขอนำเข้าสู่พิธีการสักเล็กน้อยก่อนองค์หญิงจิทรงลุกขึ้นเพื่อกล่าวต้อนรับแขกเหรื่อทั้งหลายคืนนี้พระองค์ทรงชุดราตรีโลว์คัทเปิดหลังอันงดงามที่ช่างได้ตัดเย็บอย่างปราณีตขณะที่องค์หญิงทรงย่างก้าวอย่างสง่างามมายังฟลอร์กลางห้องบอลรูมทุกๆคนในที่นั้นต่างพากันเงียบกริบชนิดที่จะได้ยินเสียงถ้าเข็มตกลงบนพื้น
"ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมยินดีในงานวันเกิดของเราคืนนี้หวังว่าทุกๆท่านจะได้รับความสุขสนุกสนานขอเชิญตามอัธยาศัย"
จบคำกล่าวเปิดงานสั้นๆองค์หญิงก็เสด็จไปนั่งประทับบนบัลลังก์ที่อยู่ถัดจาดฟลอร์แต่...ทุกคนในที่นั้นก็ยังไม่มีใครเอ่ยปากหากแต่พากันตกตะลึงในความงามอันหาใดเปรียบไม่ว่าจะแววตาอ่อนโยนสดใสรอยแย้มยิ้มแสนหวานที่สะกดใจคนทุกผู้ทั้งยังพระที่สรุเสียงที่ใสกังวานบรรดาผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงเริ่มคลายความประหม่าแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่าพึมพัมเบาๆกับตนและคนข้างๆ
สุภาพบุรุษท่านหนึ่ง: "โอ้พระเจ้า...งามดั่งเทพยดาลงมาจุติฉันไม่สามารถหาคำใดๆมาพรรณาได้เหมาะไปมากกว่านี้อีกแล้ว!"
สุภาพสตรีท่านหนึ่ง: "งามอย่างหาตัวจับได้ยากกะไรเช่นนี้งามทั้งกริยาและรูปกายเทียบกันแล้วชั้น...ชั้น...*กระซิกๆ*
สุภาพบุรุษอีกท่านหนึ่ง: "ด้วยเสียงนั้นแม้สั่งให้ไปตายข้าก็ยินดีทำ"
สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่ง: "พระองค์ทรงงามล้ำไม่ว่าชายใดที่ได้เห็นเป็นต้องตกหลุมรักแม้แต่สตรีด้วยกันก็ต้องตะลึงจนมิอาจละสายตาจากพระองค์ได้"
พระเจ้า...." อิซึมิอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงหน้าแดงไปจนถึงใบหู
"คนอะไรเพอเฟ็คท์ขนาดนี้..." มิซากิอุทานขึ้น
"ฉันว่าฉันตกหลุมรักล่ะ...แบบนี้เค้าเรียกรักแรกพบใช่ไหมเนี่ย?" เคียวโกะรำพึง
"ไม่ใช่เจ้าชายอย่างที่กะเอาไว้นี่เจ้าหญิงนะนี่! แบบนี้ถ้าใครได้แต่งงานด้วยก็อาจจะได้เป็นถึงราชาหรือราชินีเลยเชียวลูกสองคนต้องทอดสะพานให้พะรองค์ให้ได้นะไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม! อ้อขอบอกเสียก่อนว่างานนี้แม่จะร่วมวงลุยด้วยถึงเป้นแม่ลูกกันก็ไม่อ่อนข้อให้หรอกนะศึกชิงองค์หญิงนี่ใครดีใครได้ย่ะ!"
"หา!? แม่ก็จะเอากะเค้าด้วยเหรอ? จะดีรื้อ? แม่แต่งงานมาสองครั้งแล้วนะแล้วพ่อก็ยังไม่ตายซะหน่อย" มิซากิพี่คนโตบ่น
"บ่นเข้าไปๆตาแก่นั่นน่ะชั่วชีวิตนี้คงลุกไม่ขึ้นแล้วล่ะอีกไม่นานหรอกแล้วถึงแม่จะแต่งงานจนกลายเป็นราชินีหรือจักพรรดินีสินสมรสก็ต้องเป็นของฝ่ายหญิงอยู่ดี"
"แม่มั่นใจเกินไปรึเปล่าพูดยังกับว่าได้แต่งกับองค์หญิงแน่ๆแล้วย่ะนี่ถ้าพูดถึงอายุนะหนูสองคนได้เปรียบที่ความสาวนะเอ้อ" ลูกสาวคนเล็กอิซึมิออกความเห็นบ้าง
"ต๊ายดูดีๆซะก่อนหน้าตาแม่เหมือนคนอายุ40 ตรงไหนกันได้ยินตากิลลิ่งแฮมข้างบ้านพูดเมื่อวันก่อนมั้ยว่าเราสามคนเหมือนพี่น้องกันมากกว่าเหมือนเป็นแม่ลูกน่ะ"
เมื่อดนตรีเริ่มบรรเลงอีกครั้งทุกคนจริงค่อยๆออกจากภวังค์แล้วจึงพากันออกมาเต้นรำที่ลานกลางห้องไม่ว่าจะหญิงหรือชายหนุ่มหรือสาวเฒ่าชะแลแก่ชราต่างยังพากันเหลียวมองเจ้าหญิงทั้งๆที่ยังเต้นรำอยู่
"...แก....แก...แกและแกด้วยสำนึกสำเหนียกกะลาหัวซะบ้างว่าตัวเป็นสวะชั้นต่ำแค่ไหนกล้ามาคิดสกปรกแบบนี้กับจิคาเนะของชั้นจ้องอะไรอยู่ได้ชั้นจะควักลูกตาพวกแกออกมาต้มซุป! ...ไม่ได้สิต้องใจเย็นไว้วันนี้เราจะล่อปลาใหญ่ปล่อยนายพวกปลาซิวปลาสร้อยพวกนี้ไปก่อนวันหลังค่อยจัดการมันจะให้เสียแผนไม่ได้!" โอโตฮะขบกรามพูดกับตัวเองด้วยเสียงลอดไรฟัน
จิคาเนะที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ จ้องมองไปยังฟลอร์เต้นรำอย่างเลื่อนลอย ขณะที่สามแม่ลูกก็ค่อยเต้นรำขยับเข้าไปใกล้ๆ ทันใดนั้นลูกสาวคนรองก็ล้มตัวลงในวงแขนของจิคาเนะ
"อุ...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
"โอ้ ขออภัยอย่างยิ่ง หม่อมชั้นไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตกพระทัย หม่อมชั้นจะรีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ล่ะเพคะ อ๊างส์ รู้สึกข้อเท้าจะพลิกเสียแล้วเพคะ"
"ท่าทางไม่ค่อยดีนะ เดี๋ยวเราจะให้ข้ารับใช้พาไปปฐมพยาบาล"
"โอ ช่างกรุณาอะไรเช่นนี้ หม่อมชั้นรู้สึกปลาบปลื้มเป็นที่สุด หม่อมชั้นขอถวายตัวหม่อมชั้นเป็นการขอบคุณเพคะ"
จังหวะนั้นเอง มิซากิถูกผลักกระเด็นออกไป
"น้องสาวหม่อมชั้นไม่ประสีประสา ทรงอย่าใส่ใจนางเลยเพคะ ในฐานะพี่สาว เอาหม่อมชั้นไปแทนเถอะเพคะ"
อิซึมิไม่ยอมแพ้เช่นกัน รีบเข้ามาผลักเคียวโกะออกแล้วพูดบ้าง
"ลูกสาวหม่อมชั้นยังเด็กทั้งคู่ ได้โปรด ให้หม่อมชั้นรับโทษและตอบแทนความกรุณาของพระองค์..."
บนหน้าของจิคาเนะตอนนี้ปรากฏเส้นขีดๆแสดงความอึ้ง แบบในหนังสือการ์ตูนขาวดำขึ้นมาเต็ม โอโตฮะที่คุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว ได้สาวเท้าฉับๆเข้ามา....
"ต้องขอโทษเป็นอย่างมาก นั่นเป็นความผิดของทางเราเอง ที่ลงแว็กซ์พื้นปราสาทมากไป จนทำให้หญิงสาวผู้นี้ลื่นล้ม ทหาร! พาสุภาพสตรีท่านนี้ไปห้องพยาบาลซิ พาญาติๆของเธอคนนี้ไปด้วย จะได้คอยดูแลกัน บอกหมอหลวงทีนะว่าให้ฉีดยาระงับปวด อืม...เอาเข็มอันที่เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม.นั่นน่ะ จะได้หายไวๆ!"
สามสาวจึงถูกทหารลากออกไป โอโตฮะถือโอกาสนั้นเข้ามาเบียดใกล้ๆ จิคาเนะรู้สึกเหวอเอามากๆที่ตกเป็นเป้าสายและเป้าหมายของโอโตฮะ ที่เข้ามานัวเนียอย่างหื่นจนออกนอกหน้า จึงลุกขึ้นและขอตัวว่าจะออกไปรับลมที่สวนสักครู่
---
------ที่เหลือกำลังจัดทำจ้า------
edit @ 2006/07/12 08:59:10
หรือว่าหารายได้พิเศษ เอาไว้สำหรับประดิษฐ์อุปกรณ์ให้เจ้าโคนัน 555
